Home   กระดานข่าว   คำกล่าวโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ   ข้อมูลสถานทูต   ความสัมพันธ์จีนไทย   บริการกงสุล   วัฒนธรรมและการศึกษา   ความร่วมมือเอเซียแปซิฟิก   เรื่องควรรู้ก่อนไปประเทศไทย   บริการทางด้านข่าวสาร 
 Home > กระดานข่าว
ฝ่ายไหนกันแน่ที่ก่อปัญหาในทะเลจีนใต้?
2014-06-23

หนิง ฟู่ขุ่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย

 

มหาสมุทรเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิต และยังเป็นบ้านที่มวลมนุษยชาติใช้พำนักยังชีพและพัฒนาตนร่วมกัน ทะเลจีนใต้รวมทั้งหมู่เกาะซีซา ก็เป็นช่องทางที่สำคัญประหนึ่ง "เส้นทางสายไหมทางน้ำ" ที่เชื่อมจีนกับโลกเข้าด้วยกันในประวัติศาสตร์ และยังเป็นเป็นแหล่งของผลิตภัณฑ์และชีวิตของชาวประมงจีนมาถึงหลายรุ่น ดังเช่นที่อ่าวไทยเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงอารยธรรมสยามอันเรืองรองของไทย

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ทะเลจีนใต้อันไพศาลกลับไม่สงบนัก เนื่องจากเวียดนามได้ทำการก่อกวนโครงการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเล ตามน่านน้ำในบริเวณหมู่เกาะซีซา ของจีน เพื่อเรียกร้องความสนใจของทุกฝ่าย ซึ่งในขณะที่สายตาของทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่น่านน้ำแห่งนี้ สื่อมวลชนของชาติตะวันตกบางสำนักได้มองข้ามข้อเท็จจริงหลายประการ และกล่าวหาจับผิดว่าการที่จีนทำการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นการทำลายสภาพการณ์ต่างๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตราหน้าจีนว่า "ไม่เคารพและปฏิบัติตามกฏกติการะหว่างประเทศ" ก็ดี, ทำตัวเป็น "จอมรังแก(ชาติ)ผู้อ่อนแอกว่า" ก็ดี, หรือกล่าวหาว่าจีนเป็น "ตัวก่อปัญหา" ของทะเลจีนใต้ก็ดี แต่ที่จริงเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า? ตกลงแล้วเป็นใครกันแน่ที่ก่อปัญหา? ตามข้อมูลที่ได้ศึกษาค้นหามา ข้าพเจ้าอยากจะขอแนะนำให้มิตรสหายชาวไทยได้ทราบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงพื้นฐานสัก 3 ประการ

ประการแรกคือสิทธิ์อธิปไตยในหมู่เกาะซีซาเป็นของจีน ซึ่งจีนเป็นชาติแรกที่ค้นพบ, พัฒนาและบริหารจัดการ, และมีอำนาจในการปกครองหมู่เกาะซีซา อีกทั้งทางการของจีนได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง, ถูกต้องตามกฎหมาย, และโดยสงบมาโดยตลอด โดยตั้งแต่กลางและปลายศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมาราชวงศ์จีนทุกสมัยก็ได้มีอำนาจปกครองและส่งทัพราชนาวีมาลาดตระเวนยังเขตของหมู่เกาะแห่งนี้แล้ว และต่อมาในปี 1946 รัฐบาลจีนยังได้รับสิทธิเหนือหมู่เกาะซีซาคืน จากการครอบครองอันไม่ชอบธรรมของประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์นี้ได้ถูกบันทึกไว้อยุ่ในเอกสารสากลหลายฉบับ หลังจากนั้น ทางการจีนยังได้ปกครองและบริหารหมู่เกาะซีซาอย่างชอบด้วยกฎหมายตลอด ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นจัดตั้งหน่วยงานผู้มีอำนาจไปปกครองดูแล และออกบทบัญญัติบังคับใช้ เป็นต้น และในปี 1974 กองทัพและประชาชนจีนยังได้ขับไล่กองทัพเวียดนามใต้ที่เข้ามารุกรานให้ออกไปจากเกาะซันหูกับเกาะกันเฉวียนของหมู่เกาะแห่งนี้อีกด้วย เป็นการรักษาและปกป้องอำนาจอธิปไตยในหมู่เกาะแห่งนี้

ซึ่งในประเด็นนี้ เมื่อก่อนปี 1974 รัฐบาลทุกชุดของเวียดนามไม่เคยได้ทำการคัดค้าน ไม่ว่าจะด้วยแถลงการณ์หรือคำประกาศใดๆ จากทางรัฐบาล, แม้แต่ในหนังสือพิมพ์, แผนที่, หรือกระทั่งหนังสือสำหรับการเรียนการสอนก็ตาม ต่างก็ได้ทำการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าหมู่เกาะซีซาเป็นอาณาเขตของจีนมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้วทั้งสิ้น เรื่องเหล่านี้ล้วนมีประวัติความเป็นมาเป็นไปและมีเอกสารที่ตรวจสอบได้ทั้งสิ้น มีสุภาษิตว่า "คนที่ไม่ยอมรักษาคำพูดจะไม่เป็นที่ยอมรับ ประเทศที่ไม่มีความน่าเชื่อถือจะต้องถดถอยล่มสลาย" รัฐบาลเวียดนามนั้นได้ละเมิดคำมั่นสัญญาที่ตนเองเคยรับปากไว้ โดยเรียกร้องเอาหมู่เกาะซีซาของจีนมาเป็นพรมแดนของตัว ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการละเมิดต่อหลักการของกฏหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในหัวเรื่อง "กฎหมายปิดปาก" (ห้ามกลับคำภายหลัง) และอืน ๆ ยังส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อภาพลักษณ์และเครดิตของตนเองในสังคมโลกด้วย

ประการที่ 2 ก็คือ ทางเวียดนามได้ทำการยั่วยุอย่างไร้เหตุและไม่มีความชอบธรรม แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซของบริษัท Haiyang Shiyou 981ของจีน อยู่ห่างจากเกาะจงเจี้ยนซึ่งเป็นเกาะของหมู่เกาะซีซา และเขตแดนของหมู่เกาะซีซาของจีนเป็นระยะทางเฉลี่ย 17 ไมล์ทะเล และอยู่ห่างจากแผ่นดินชายฝั่งของประเทศเวียดนามถึง 133-156 ไมล์ทะเล ดังนั้น แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะยังไม่เคยเจรจากันในประเด็นที่เกี่ยวกับการปักปันเขตแดน แต่ไม่ว่าจะตามหลักการใด น่านน้ำดังกล่าวก็ไม่อาจอยู่ภายใต้อำนาจปกครองดูแลของทางเวียดนามไปได้ โดย 10 ปีที่ผ่านมา ทางผู้ประกอบการของจีนก็ทำกิจกรรมการสำรวจในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ซึ่งรวมไปถึงการสำรวจวัดคลื่นความสั่นสะเทือน และปฏิบัติการสำรวจแท่นขุดเจาะ เป็นต้น ดังนั้น ในครั้งนี้ปฏิบัติการแท่นขุดเจาะฯ 981 เป็นงานที่ต่อเนื่องมาจากกระบวนการสำรวจที่มีมาก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในอำนาจอธิปไตยและขอบเขตบริหารของทางจีนทั้งสิ้น ทางเวียดนามจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะว่ากล่าวอย่างไม่มีความรับผิดชอบ และยิ่งไม่มีสิทธิ์ที่เข้าแทรกแซงหรือขัดขวางอีกด้วย

แต่ที่ทางจีนตกใจก็คือ หลังจากที่ทางจีนได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ทางเวียดนามมีการส่งกองเรือจำนวนมากที่รวมทั้งเรือติดอาวุธอยู่ด้วย ใช้มาตรการเด็ดขาดก่อกวนการปฏิบัติงานของจีนอย่างผิดกฎหมาย ปะทะกันกับเรือทางการของทางรัฐบาลจีนซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณดังกล่าว อีกทั้งยังมีการส่งเจ้าหน้าที่พิเศษเช่น "มนุษย์กบ" (นักประดาน้ำ) เข้าไปยังเขตน่านน้ำ กับมีการปล่อยอวนและทิ้งทุ่น หรือวัตถุกีดขวางเป็นจำนวนมากในแถวนั้นด้วย ซึ่งจนถึงเวลา 17 นาฬิกาของวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา เรือของทางเวียดนามในบริเวณดังกล่าวมีจำนวนมากสูงสุดถึง 63 ลำ และได้รุกล้ำเขตหวงห้ามของจีน ปะทะกับเรือของทางการจีนรวมทั้งสิ้นถึง 1,416 ครั้ง ซึ่งการกระทำมากมายหลายครั้งอย่างแข็งกร้าวแบบนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นมาก่อนเลยในโลกนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ทางเวียดนามยิ่งเพิ่มความแข็งกร้าวและเล่นงานหนัก โดยเจตนาที่จะปลุกระดมให้เกิดกระแสต่อต้านจีนภายในชาติตนอีกด้วย โดยในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พวกผิดกฎหมายชาวเวียดนามหลายพันคนได้ลอบวางเพลิงประท้วงกลุ่มบริษัทต่างชาติซึ่งรวมทั้งบริษัทของจีนด้วย ส่งผลให้ชาวจีนในเวียดนามถูกเข่นฆ่าอย่างโหตร้ายมากถึง 4 คน และมีผุ้บาดเจ็บกว่าอีก 300 คน และก่อให้เกิดความเสียหายทางทรัพย์สินเป็นจำนวนมหาศาล

นี่ก็เปรียบเหมือนกับว่า ทางจีนได้เพาะปลูกทุเรียนในสวนหลังบ้านของตนเองมาเป็นแรมปี แต่พอเตรียมจะเก็บเกี่ยวตอนที่ผลสุก จู่ๆ กลับมีกลุ่มคนบุกเข้ามา ใช้วิธีวางเพลิง ชกต่อย ขู่เรียกร้องว่านั่นเป็นผลไม้ของตัวเอง แถมยังวางแผนยึดไว้เสร็จสรรพอีกด้วย ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ถ้าไม่เรียกว่าการก่อปัญหา การท้าท้าย แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?

และประการที่ 3 ก็คือ ทางจีนยังคงยึดมั่นในการจัดการกับเหตุการณ์เช่นนี้ด้วยวิธีที่เหมาะสม จีนเป็นประเทศใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ ทางเรา (จีน) "ไม่ก่อเรื่อง" และไม่อยากเห็นบริเวณรอบรอบบ้านเราเกิดความวุ่นวายอะไร หากมีสิ่งใดที่สามารถทำได้เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์เช่นนี้ ทางเราก็จะดำเนินการให้ก้าวหน้าไปอย่างไม่หวั่นไหว ด้วยเหตุนี้ ทางจีนจึงยังคงความยับยั้งชั่งใจเป็นอย่างสูงมาโดยตลอด โดยได้พยายามสื่อสารเจรจากับบุคคลในแต่ละระดับของทางเวียดนามถึง 30 กว่าครั้ง แนะนำให้ทางเวียดนามเวียดนามคำนึงถึงภาพรวมความสำพันธ์ทางทวิภาคีระหว่างสองประเทศและสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ให้ความเคารพในอธิปไตยและขอบเขตอำนาจของทางจีน, หยุดทำการแทรกแซง ก่อกวนต่าง ๆ นานา ที่มีต่อการดำเนินการของจีน ถอนกำลังคนกับกองเรือทั้งหมดออกจากบริเวณดังกล่าว เพื่อลดความตึงเครียดลง และเพื่อให้สามารถคืนความสงบให้กับน่านน้ำและผืนทะเลแผ่นนี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปัจจุบันนี้ ช่องทางการสื่อสารพูดคุยระหว่างจีนและเวียดนามไม่มีการติดขัดอะไร แต่ในขณะเดียวกัน ทางจีนก็ "ไม่กลัวเรื่อง" ที่เกิดจากการแทรกแซงทางทะเลของทางเวียดนามเลยแม้แต่น้อย จีนได้ใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อที่จะป้องกันตัว ทั้งส่งเรือทางการไปยังจุดที่เกิดเหตุเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของการปฏิบัติงาน และรักษาระเบียบในการปฎิบัติงานบนทะเล และะปลอดภัยในการเดินเรือ จึงสามารถกล่าวได้ว่า ทางจีนมีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ให้เกิดความสงบ กับยังรักษาสัมพันธภาพอันดีระหว่างจีนกับเวียดนามให้เข้มแข็งยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆ ที่ผ่านมา แต่ความตั้งใจของทางจีนที่จะคงอำนาจอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของประเทศก็ยังคงมั่นยิ่งกว่าทุกครั้งเช่นกัน

ประเทศจีนกับไทยต่างก็เป็นชาติทางทะเลทั้งคู่ ซึ่งเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับทางทะเลนั้นถือว่ามีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเืทศของประเทศทั้งสอง ข้าพเจ้าเองก็มีความคิดที่เหมือนกับเพื่อนชาวไทยทั้งหลาย ว่ามีความรู้สึกที่ลึกซึ้งและความผูกพันต่อทะเลและมหาสมุทร จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผืนน้ำที่เชื่อมเรานานาชาติไว้ จะเป็นท้องทะเลแห่งสันติภาพ, ท้องทะเลแห่งความร่วมมือ, ท้องทะเลแห่งมิตรภาพ และกลายเป็นสายสัมพันธ์ที่ทำให้ประชาชนจากชาติต่างๆ ได้เพิ่มพูนความเข้าใจกับความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และร่วมกันพัฒนากันเจริญก้าวหน้าด้วยกัน จีนจะเป็นพลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงและสันติภาพในทะเลจีนใต้ และขับเคลื่อนให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาก้าวหน้า เกี่ยวกับเรื่องนี้ จีนจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หวั่นไหวและไม่มีการเปลี่ยนแปลง ข้าพเจ้าเชื่อมั่นใน "มีเหตุผลย่อมไม่ต้องขึ้นเสียง ธรรมะย่อมมีอยู่ในใจตน" เชื่อว่าเพื่อน ๆ นักอ่านชาวไทยที่ฉลาดเฉลียวและใช้เหตุผลทั้งหลาย ย่อมที่จะเข้าใจและให้การสนับสนุนในความพยายามของทางจีน ในอันที่จะปกป้องรักษาสิทธิและอธิปไตยของตัวเองกและความมั่นคงเสถียรภาพของทะเลจีนใต้ ด้วยเหตุที่ว่ามานี้ กับคำถามที่ว่า เป็นใครกันแน่ที่ก่อปัญหาในทะเลจีนใต้? ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกท่านคงทราบแก่ใจดี

Suggest To A Friend
  Print