Home   กระดานข่าว   คำกล่าวโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ   ข้อมูลสถานทูต   ความสัมพันธ์จีนไทย   บริการกงสุล   วัฒนธรรมและการศึกษา   ความร่วมมือเอเซียแปซิฟิก   เรื่องควรรู้ก่อนไปประเทศไทย   บริการทางด้านข่าวสาร 
 Home > กระดานข่าว
สถานทูตเอกอัครราชทูตจีนเตือนให้ระวังความเสี่ยงจากความล่าช้าของเที่ยวบินเช่าเหมาลำ
2014-04-22

เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ "เดอะ เนชั่น" ของไทย ได้ตีพิมพ์บทความ "ใช้หลักการร่วมรวมส่งเสริมความร่วมมือ ควบคุมความแตกต่าง" โดยท่านหลิว เจิ้งหมิง เจ้าหน้าที่ระดับสูงระหว่างจีนกับอาเซียน และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้:

การ "รวม" (和 - เหอ) กับการ "ร่วม" (合 - เหอ) นั้น ได้ฝังรากลึกในหลักการดำรงชีวิต และมาตรฐานแห่งพฤติกรรมของวัฒนธรรมดั้งเดิมทั้งหมดของจีนมาโดยตลอด คำว่า "รวม" ยังหมายถึง "สันติภาพ" (和平 - เหอผิง), "ความสามัคคี" (和谐 - เหอเสีย) และ "สงบสุข" (祥和 - เสียงเหอ) ส่วนคำว่า "ร่วม" ยังหมายถึง "ความร่วมมือ" (合作 - เหอจั้ว), "บูรณาการ" (融合 - หรงเหอ) และ "ความผูกพัน" (结合 - เจี๋ยเหอ) หลักของ "การร่วมรวม" จึงเป็นแนวคิดพื้นฐานของจิตวิญญาณและวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน แต่ก็ยังมีความสำคัญเป็นสากลด้วย ชาวจีนเป็นคนรักสงบ, ปรารถนาความสามัคคี, เคารพในการตกลงร่วมมือกันแห้ปัญหา, และไม่พึงปรารถนาที่จะใช้กำลังบังคับหรือขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งธรรมเนียมเช่นนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมในทุกรูปแบบของการแสดงออกของชาวจีนเท่านั้น แต่ยังได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อความสัมพันธ์ของจีนกับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

600 ปีก่อน เจิ้งเหอ นักเดินเรือชาวจีนผู้ยิ่งใหญ่ ได้คุมกองเรือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลกในขณะนั้น ออกทะเลทางตะวันตกถึง 7 ครั้งครา ซึ่งที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการขยายตัวหรือการปล้นสะดมของลัทธิล่าอาณานิคมจากทางตะวันตกก็คือ เจิ้งเหอกับกองเรือได้มอบผ้าไหม, เครื่องลายคราม และใบชาจากจีนให้แก่ประเทศหรือดินแดนที่ผ่านไปตามรายทางด้วย ทิ้งไว้ซึ่งเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างผู้คนต่างท้องถิ่นและมิตรภาพจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งสิ่งนี้นับเป็นเครื่องหมายของหลักการ "การร่วมรวม" อย่างแข็งแกร่ง

และนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศจีนในปัจจุบัน จีนได้ยึดมั่นในหลัก "การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขทั้ง 5 ประการ" ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศมาโดยตลอด ซึ่งสะท้อนถึงหลักการของ "สันติภาพ" กับแนวทางของ "ความร่วมมือ" ที่มีอยู่ในหลักปรัชญาความคิดของจีนมาแต่โบราณ และนับตั้งแต่ที่มีการเปิดฉากความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนอย่างเป็นทางการในช่วงทศวรรษที่ 90 ที่ผ่านมา ผ่านอุปสรรคและเส้นทางมานานกว่า 20 ปี ภายใต้แนวทางเช่นนี้เองที่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียนเจริญก้าวหน้ามาอย่างใหญ่หลวง ซึ่งต่อมาในปี 2003 ที่จีนได้เป็นชาติแรกๆ ที่ได้ลงนามเป็นพันธมิตรกับอาเซียนใน "สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" นั้น ทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้กลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ร่วมกันสร้างสรรค์สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองแก่กัน จนกระทั่งต่อมาในเดือนมกราคม ปี 2010 เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนก็ได้เสร็จสมบูรณ์ขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ และปี 2013 ที่เพิ่งผ่านมาก็ถือเป็นการครบรอบปีที่ 10 ของการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันระหว่างจีนกับอาเซียน ทางผู้นำของจีนจึงได้ไปเยือนประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียน พร้อมกับเสนอแนะว่าทางจีนยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการสร้างชุมชนจีน-อาเซียนที่มีความใกล้ชิดแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้น และได้เสนอแนวคิด "กรอบความร่วมมือจีน-อาเซียน 2+7" ที่มีใจความสำคัญอันมุ่งเน้นส่งเสริมความร่วมมือทางการเมือง, เศรษฐกิจการเงิน, การทำงานร่วมกัน, ยุทธศาสตร์ทางทะเล, ความปลอดภัย, วัฒนธรรม, และในงานด้านอื่นๆ อีก 7 ประการ

ทว่า ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ก็เป็นปัญหาอันยุ่งยากมาโดยตลอดเช่นกัน ซึงแม้ว่าประเทศจีนกับประเทศในเอเชียอาคเนย์บางประเทศจะมีจุดยืนที่แตกต่างกันในการเรียกร้องสิทธิที่ทับซ้อนกันในการเดินเรือในทะเลจีนใต้ ในบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์บางส่วน แต่จีนก็ยังคงปฏิบัตกระทำตามหลักการ "ร่วม" และ "รวม" ในการจัดการกับข้อพิพาทมาตลอด โดยทางจีนได้ควบคุมสถานการณ์ในทะเลจีนใต้อย่างสงบและส่งเสริมความร่วมมือในทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาอันยาวนานแล้ว เป็นต้นว่าในปี 2002 จีนกับอาเซียนประเทศได้ร่วมลงนามใน "ปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีฝ่ายต่างๆ ในทะเลใต้" จากนั้นในปี 2011 ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ได้ทำการร่วมมือกันภายใต้กรอบของปฏิญญาดังกล่าวในกิจหลายๆ ด้านที่ตามมา และในปี 2013 ที่ผ่านมา ต่างฝ่ายก็ได้เริ่มหารือกันในเรื่อง "ปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้" ภายใต้กรอบของปฏิญญาดังกล่าวอีกด้วย โดยรวมจึงกล่าวได้ว่า แม้จะมีความขัดแย้งบ้าง แต่สถานการณ์โดยรวมในทะเลจีนใต้ก็ยังคงมีเสถียรภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการเดินเรือผ่านน่านน้ำเหล่านี้ไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและน่านน้ำต่างๆ ที่สำคัญของโลก และทางจีนยังสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจในแถบทะเลจีนใต้บริเวณโดยรอบให้กลายเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอีกด้วย

Suggest To A Friend
  Print