Home   กระดานข่าว   คำกล่าวโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ   ข้อมูลสถานทูต   ความสัมพันธ์จีนไทย   บริการกงสุล   วัฒนธรรมและการศึกษา   ความร่วมมือเอเซียแปซิฟิก   เรื่องควรรู้ก่อนไปประเทศไทย   บริการทางด้านข่าวสาร 
 Home > กระดานข่าว
เอกอัครราชทูตหนิง ฟู่ขุยลงบทความ "การลืมประวัติศาสตร์เสมือนกับการทรยศต่ออดีต" ในนามเอกอัครราชทูตจีนประจำไทย ณ โพสต์ทูเดย์และเหรินหมินหวั่ง
2014-01-09
 

เมื่อวันที่ 8 และ 10 มกราคมที่ผ่านมา  เว็บไซต์เหรินหมินหวั่ง (人民网) และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนหลักในประเทศไทย ต่างก็ตีพิมพ์พิมพ์บทความ "การลืมประวัติศาสตร์เสมือนกับการทรยศต่ออดีต" "忘记历史就意味着背叛" โดยท่านหนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โดยบทความดังกล่าวมีเนื้อความดังต่อไปนี้

"เมื่อหลายปีก่อน มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งชื่อ สะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือ สะพานเดือดเลือดเชลยศึก เคยได้รับรางวัลออสการ์ถึง 5 รางวัล และเป็นภาพยนตร์คลาสสิคที่บรรยายเหตุการณ์สงคราม จากภาพยนตร์เรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้รู้จัก ทางรถไฟสายมรณะ ที่ว่านั้นซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยและพม่า หลังจากเดินทางมาปฎิบัติหน้าที่ที่ประเทศไทยได้ไม่นาน ข้าพเจ้าเองก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมที่สะพานข้ามแม่น้ำแควในจังหวัด กาญจนบุรี และสุสานทหารพันธมิตรที่อยู่ข้างๆ ภายใต้แสงตะวันยามสายัณห์ แม่น้ำแควไหลรินอย่างสงบเงียบแลดูมีความสันติสุขยิ่ง แต่สุสานทหารที่ตั้งตระหง่านและลูกระเบิดเก่าที่ตั้งอยู่เรียงราย ตรงบริเวณหัวสะพานยังเป็นอนุสรณ์เตือนไม่ให้ผู้คนลืมความน่าเวทนาและความเจ็บปวดจากสงคราม บนสุสานได้บันทึกตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากการสร้างรถไฟสายนี้ ซึ่งในจำนวนนี้ มีเชลยศึกจากทหารพันธมิตร รวมกันถึงหนึ่งหมื่นสามพันคน และมีแรงงานจากประเทศพม่า มาเลเซีย หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์ รวมกันถึงเก้าหมื่นคน ดูแล้วรู้สึกน่าสยดสยองและสะเทือนใจ แต่ในขณะที่พวกเรากำลังรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดตอนนี้ กลับมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ร้องเพลงสรรเสริญให้กับทางรถไฟสายมรณะนี้ ว่าเป็นโครงการมหัศจรรย์ของโลกที่นำพาผลประโยชน์อันใหญ่หลวงให้กับเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไม่ยอมพูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากทางรถไฟสายนี้แม้แต่คำเดียว

สถานที่แห่งนี้ก็คือศาลเจ้ายาสุกูนิของประเทศญี่ปุ่น ในศาลเจ้ายาสุกูนิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทางรถไฟสายมรณะ หรือประวัติศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นรุกรานประเทศจีนและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างถูกตกแต่งให้ตัวเองดูดีและถูกบิดเบือนจากความเป็นจริงหมด และเมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีอาเบะ ชินโซของญี่ปุ่นยังได้ดึงดันที่จะไปสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิ ซึ่งมีป้ายชื่อบูชาอาชญากรสงครามชาวญี่ปุ่นระดับ A 14 นาย และระดับ B กับ C อีกกว่า 1,000 นาย โดยไม่สนการคัดค้านอย่างรุนแรงของจีน, เกาหลีใต้ หรือประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเลย

ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น การที่นายกอาเบะไปสักการะบูชาศาลเจ้ายาสุกูนิซึ่งเป็นสถานที่บูชาดวงวิญญาณของอาชญากรสงคราม ย่อมไม่ใช่เรื่องของการเมืองภายในหรือศาสนาแต่อย่างใด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเชื่อส่วนตัวแม้แต่น้อย หากแต่เป็นเรื่องของจิตสำนึกและท่าทีของญี่ปุ่นที่มีต่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่ว่าผู้นำญี่ปุ่นจะนำพาประเทศไปสู่แนวทางการพัฒนาที่สันติหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับพื้นฐานการเมืองระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและประชาคมโลก ซึ่งถือเป็นหลักการที่สำคัญ ลองคิดดูเถิดว่า หากนางอังเกลา โดโรเทอา แมร์เคิล ผู้เป็นถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศเยอรมนี ทำการสักการะบูชาอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และนายโยเซฟ เกิบเบลส์ซึ่งต่างก็เป็นอาชญากรสงครามนาซี หรือไปป่าวร้องว่าค่ายกักกันเอาชวิทซ์ ซึ่งได้รับฉายาว่า "เทพแห่งความตาย" ได้สร้างประโยชน์ให้กับการพัฒนาของยุโรปแล้วก็ ไม่ทราบว่าสังคมโลกจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

แต่ความจริงที่พวกเราสังเกตเห็นคือ ในฐานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนกัน ประเทศเยอรมนีได้แสดงความสำนึกผิดอย่างจริงจัง โดยประกาศตัดสายสัมพันธ์กับลัทธินาซีอย่างถึงที่สุด, เรียกนาซีว่าเป็นความอัปยศของชนชาติ เยอรมนีจึงได้รับการให้อภัยจากประชาชนของประเทศที่เคยถูกย่ำยี และได้รับความเคารพจากสังคมโลก แต่ย้อนกลับมาดูประเทศญี่ปุ่นแล้ว สถานการณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หลังจากนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะไปสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิ และปฏิญาณว่าจะไม่ก่อสงครามอีก โดยอ้างว่าเขาจะไม่ให้ญี่ปุ่นหวนกลับสู่เส้นทางสงครามอีกครั้ง แต่ทว่าในศาลเจ้ายาสุกูนินี้ ไม่มีที่ไหนที่ไม่สร้างภาพบิดเบือนความจริงในเรื่องสงครามที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายรุกราน สงครามโลกครั้งที่สองถูกบรรยายว่าเกิดขึ้นเพราะการท้าทายและการกดขี่ของประเทศสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, และรวมไปถึงจีนด้วย สงครามครั้งนี้จึงเป็นมหาสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่กอบกู้บ้านเมืองของญี่ปุ่น คำพิพากษาของศาลทหารระหว่างประเทศตะวันออกไกลกลับถูกมองว่าเป็นการตัดสินเพียงฝ่ายเดียวโดยประเทศชนะสงครามต่อประเทศแพ้สงคราม อาชญากรสงครามระดับ A ถูกมองเป็นผู้พลีชีพที่ได้รับผลพวงจากภัยกดขี่ข่มแหงของประเทศชนะสงคราม พวกเราจึงอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า นี่เป็นท่าทีของประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์หรือ ในขณะที่นายกอาเบะกำลังจะไปสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิ เขายังแถลงอีกว่าจะไม่ให้ญี่ปุ่นหวนคืนสู่หนทางก่อสงครามอีก แต่คำพูดของเขานั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนกัน

การลืมประวัติศาสตร์ก็เปรียบเสมือนกับการทรยศต่ออดีต ประวัติศาสตร์ไม่เพียงแต่บันทึกเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่ยังบ่งบอกและชี้ทางให้เห็นถึงอนาคต นับตั้งแต่วินาทีที่นายกอาเบะของญี่ปุ่นได้เดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิ ก็ได้ปรากฎให้โลกเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า เขากำลังปฏิเสธประวัติศาสตร์สงครามอย่างโจ่งแจ้ง ย่ำยีสัญชาตญาณแห่งความเป็นมนุษย์ ท้าทายชัยชนะของสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ของโลก และกฏระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่วางบนพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ พฤติกรรมของนายกอาเบะกำลังผลักดันให้ญี่ปุ่นเข้าไปสู่หนทางอันตรายที่จะสร้างความเสียหายให้กับประชาชนทั่วโลกญี่ปุ่นจะเป็นมหันตภัยที่กระทบต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก ประชาชนชาวเอเชียบูรพาและเอเชียอาคเนย์ซึ่งเคยถูกญี่ปุ่นรุกรานทำร้าย จึงย่อมจะต้องทำความเข้าใจและระมัดระวังในพฤติกรรมของนายกอาเบะ และย่อมมีเหตุผลที่จะตั้งข้อสงสัยว่านายกอาเบะจะนำประเทศญี่ปุ่นไปสู่ทิศทางใด อีกทั้งผู้นำญี่ปุ่นที่หันหลังให้กับประวัติศาสตร์ผู้นี้จะนำพาอะไรมาสู่โลกใบนี้

ถึงตอนนี้ สายน้ำในแม่น้ำแควยังคงไหลรินอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดสาย สะพานข้ามแม่น้ำแควที่ได้ผ่านห้วงประวัติศาสตร์มามากมายยังคงตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม บ่งบอกถึงความขมขื่นและมหันตภัยที่เราเคยประสบมา แม้กาลเวลาจะไหลผ่านไปเปรียบเสมือนแม่น้ำไหลผ่าน แต่ประวัติศาสตร์จะเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และจะไม่มีใครสามารถบังคับให้เปลี่ยนแปลงได้อย่างเด็ดขาด"

Suggest To A Friend
  Print