Home   กระดานข่าว   คำกล่าวโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ   ข้อมูลสถานทูต   ความสัมพันธ์จีนไทย   บริการกงสุล   วัฒนธรรมและการศึกษา   ความร่วมมือเอเซียแปซิฟิก   เรื่องควรรู้ก่อนไปประเทศไทย   บริการทางด้านข่าวสาร 
 Home > กระดานข่าว
ประเทศจีนในศตวรรษที่ 21(05/2002)
2004-04-22

โดย ฯพณฯ เอี้ยน ถีง อ้าย

เอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

ประจำราชอาณาจักรไทย

( วันที่ 30 พฤษภาคม ค. ศ.2002 ณ. วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจัก )

 

ฯพณฯพลโท รณจักกร.สวัสดิเกียรติ..ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักที่เคารพ

อาจารย์และนักศึกษาทั้งหลายที่เคารพ

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเป็นสถาบันการศึกษาทางทหารสูงสุดของไทย ซึ่งมีชื่อเสียงในประเทศไทยและภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ นักศึกษาที่เข้าศึกษาในสถาบันแห่งนี้ ต่างก็เป็นบุคลากรยอดเยี่ยมทั้งในวงการทหารและราชการของไทย และได้มีบทบาทอันสำคัญในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนไทยสองประเทศในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ข้าพเจ้าขอบคุณท่านผู้อำนวยการฯเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ให้ข้าพเจ้ามีโอกาสมาชมวิทยาลัยอันสง่างามของท่าน พร้อมได้ให้เกียรติมาบรรยายสรุปสภาพของประเทศจีนบางส่วนต่อเพื่อนนักศึกษาของวิทยาลัยแห่งนี้ และร่วมกันสังสรรค์ในอนาคตอันสดใสแห่งมิตรสัมพันธ์ระหว่างจีนไทยสองประเทศ หัวข้อ< ประเทศจีนในศตวรรษที่21 > ที่ท่านผู้อำนวยการได้ตั้งให้ข้าพเจ้ามาบรรยายในวันนี้นั้น เป็นหัวข้อที่ใหญ่มากนัก จะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงมาบรรยายให้รอบคอบนั้นมิใช่เรื่องง่ายนัก แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า หัวข้อนี้ตั้งได้ดีมาก เพราะว่าเป็นหัวข้อที่ไม่เพียงคนจีนเองสนใจกันที่ว่า ในศตวรรษที่ 21 ประเทศจีนจะพัฒนาไปอย่างไร หากยังเป็นที่สนใจและติดตามศึกษาค้นคว้าของประชาคมโลก วันนี้ ข้าพเจ้าในฐานะเพื่อนที่จริงใจของท่านทั้งหลายคนหนึ่ง จะพยายามบรรยายสรุปเป้าหมายแห่งการพัฒนาในอนาคตของจีนและแนวนโยบายพื้นฐานของจีนอย่างคร่าวๆ เพื่อประกอบการพิจารณา

๑. ก่อนอื่นข้าพเจ้าขอแนะนำภาพรวมประเทศจีนในอดีตและปัจจุบัน

เกี่ยวกับภาพรวมของจีน ข้าพเจ้าอยากจะสรุปเป็นสองประโยค ประโยคแรกคือ จีนเป็นประเทศที่เก่าแก่ มีอารยธรรมและประวัติอันยาวนาน ประโยคที่สองคือ จีนก็เป็นประเทศเยาว์วัยที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีชีวิตชีวา จีนมีประวัติทางอารยธรรมเป็น 5000 กว่าปี จากการค้นพบทางโบราณคดีล่าสุดปรากฏว่า เมื่อ 1 ล้าน 7 แสนกว่าปีก่อน บนผืนแผ่นดินจีนก็ได้มีมนุษย์ดำรงอยู่แล้ว ลุ่มแม่น้ำเหลือง ลุ่มแม่น้ำแยงซีและลุ่มแม่น้ำจูเจียงต่างก็เป็นแหล่งกำเนิดแห่งอารยธรรมของจีน จากโบราณคดีพิสูจน์ให้เห็นว่า คนจีนเป็นชนชาติที่เริ่มมีการปลูกต้นข้าวจ้าว เลี้ยงหมู แพะแกะ วัวควาย สุนัข ไก่และปสุสัตว์ต่างๆ ก่อนที่สุดในโลก และก็เป็นชนชาติที่เริ่มรู้จักผลิตและใช้เครื่องเหล็ก เครื่องทองสัมฤทธิ์ก่อนที่สุดในโลก คนจีนเป็นผู้เริ่มผลิตและใช้กระดาษ เข็มทิศ การพิมพ์โรเนียวและดินระเบิดก่อนที่สุดในโลก ซึ่งได้มีส่วนเกื้อกูลอันสำคัญต่ออารยธรรมของมวลมนุษยชาติ เมื่อ 2500 กว่าปีก่อน ประเทศจีนได้มีนักคิด นักปรัชญา นักการเมือง นักวรรณคดีและนักการทหารที่มีอิทธิพลต่อโลกเป็นจำนวนมาก เช่น ขงจื๊อ เม่งจื๊อ จวางจื่อ เล่าจื๊อ โม่จื่อ ซุนจื่อเป็นต้น ความคิดและทฤษฎีของท่านเหล่านี้มีอิทธิพลที่ไม่อาจมองข้ามได้ต่อประเทศจีนและนานาประเทศตราบจนทุกวันนี้ เมื่อ 2500 กว่าปีก่อน ประเทศจีนก็ได้มีคุณธรรมและค่านิยมประจำชาติปรากฏขึ้นอย่างเป็นระบบ เช่นเน้นความสัมพันธ์ที่พึ่งพาอาศัยกันระหว่างบุคล ครอบครัวและประเทศชาติ ยกย่องความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์เมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวที และศักดิ์ศรีแห่งชาติ ตลอดจน ส่งเสริมเจตนารมณ์ในการเสียสละเพื่อประโยชน์ของสังคมและชาติบ้านเมือง นับถือ"ธรรมชาติกับมนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกัน" เป็นที่ตั้ง หมายความว่า มนุษย์กับธรรมชาติต้องเป็นเอกภาพกลมกลืนกัน ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดี ถือว่า" ความปรองดองเหนือสิ่งอื่นใด " ในสังคมมนุษย์ ถ้ามีความขัดแย้งอะไร ควรใช้วิธีการปรึกษาหารือผ่อนปรนซึ่งกันและกันมาแก้ไข นักปรัชญาโบราณจีนยังยกย่องการเสริมสร้างคุณธรรมและบุคลิกภาพส่วนบุคคล มีข้อคิดเห็นให้ปกครองประเทศด้วยเมตตาธรรม ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ชนะใจคนด้วยความเป็นธรรม และปกครองประเทศด้วยคุณธรรม เมื่อ 2500 ปีก่อน ประเทศจีนก็ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นแล้ว ขงจื๊อมีลูกศิษย์ 3000 คน ในจำนวนนี้มีลูกศิษย์ 70 กว่าคนได้สร้างความงามความดีอันมากมาย วัฒนธรรมของจีนเป็นวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง สามารถกลมกลืนข้อดีจากทุกสารทิศรวมเข้าไว้ตามการวิวัฒนการของสังคม และได้รับเอาวัฒนธรรมของศาสนาพุทธอินเดีย ศิลปะรูปปั้นในสถาปัตยกรรมของเอเซียกลางตะวันตกและศิลปะในการฟองรำและดนตรีของเอเซียอาคเนย์มารวมเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมจีนในที่สุด

จีนเป็นประเทศที่มีเอกภาพ มีประวัติยาวนานมาก เมื่อ 2200 กว่าปีก่อน กษัตริย์ฉินซีฮ่องเต้ได้รวมจีนเข้าเป็นเอกภาพ สมัยราชวงศ์ฉินซีฮ่องเต้ก็ได้ประกาศให้ทั่วประเทศใช้เงินตรา ตัวอักษร และเครื่องชั่งตวงวัดเป็นแบบเดียวกัน ได้ตั้งระบบข้าราชการ ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงจังหวัดและอำเภอ ต่อมาถึงแม้จะมีการเปลี่ยนราชวงศ์ก็ตาม แต่ระบบราชการแผ่นดินและรูปแบบการปกครองไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ในศตวรรษที่ 6 ราชวงศ์สุยได้เริ่มใช้ระบบสอบคัดเลือกข้าหลวงแล้ว และได้ใช้ธนบัตรที่พิมพ์ด้วยกระดาษเมื่อศตวรรษที่ 13 ซึ่งนับว่าเป็นที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ฉิน ผ่านราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ถาง ราชวงศ์ซ้อง ราชวงศ์หงวน ราชวงศ์หมีงจนถึงกลางราชวงศ์ชิง ซึ่งได้ย่านช่วงเวลาราว 2000 ปีตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสกาลจนถึงต้นศตวรรษที่ 18 จีนได้เคยเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองและเกรียงไกรที่สุดในโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีต่างก็อยู่ในฐานะนำหน้าของโลก เมื่อ 1300 ปีก่อน โมฮัมเหม็ดผู้ริเริ่มสร้างศาสนาอิสลามเคยกล่าวไว้ว่า " ถ้าจะใฝ่เรียนรู้ ไม่กลัวจะเดินทางไกลไปประเทศจีน" หนังสือเรื่อง< บันทึกการท่องเที่ยวของแมคโคโปโล > ได้มีการบรรยายอย่างละเอียดเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองและอารธรรมของจีนสมัยราชวงศ์หงวน ในสมัยราชวงศ์ชิงกลางเมื่อ 300 กว่าปีก่อน ยอดมูลค่าการผลิตของจีนเป็นเกือบครึ่งของโลก แต่ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 แล้ว จีนก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลง หลังสงครามฝิ่นปี ค. ศ.1840 จีนได้กลายเป็นประเทศกึ่งเมืองขึ้น สมัยนี้ได้สิ้นสุดลงเมื่อประเทศจีนใหม่ได้สถาปนาขึ้นเมื่อปี ค. ศ. 1949 ในช่วงเวลา 200 กว่าปีนั้น ประชาชนจีนต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส โดยเฉพาะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อต้านการรุกรานของจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น ได้มีประชาชนพลีชีพถึงสามสิบล้านคน ซึ่งเป็นการสูญเสียอันใหญ่หลวงของประชาชาติจีน เพราะอะไรทำให้ประเทศจีนที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังนั้น สาเหตุมีมากมาย แต่ที่สำคัญก็คือ 1.ผู้ปกครองเสื่อมโทรมไร้ประสิทธิภาพในสมัยนั้น 2.หลังจากประเทศตะวันตกมีการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมแล้ว ประเทศจีนยังดำเนินนโยบายปิดประเทศมาเป็นเวลาช้านาน ไม่มีความคิดสร้างสรรค์และก้าวหน้า

ศตวรรษที่20 เป็นสมัยที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของจีน ในศตวรรษนี้ จีนได้มีผู้ยิ่งใหญ่ 3ท่านที่เดินอยู่แถวหน้าแห่งยุค อันได้แก่ ดร.ซุนยัดเซ็น เหมาเจ๋อตุงและเติ้งเสี่ยวผิง ดร.ซุนยัดเซ็นได้นำการปฏิวัติซินไฮ่ก่อตั้งประเทศสาธารณรัฐขึ้น ท่านเหมาเจ๋อตุงได้นำประชาชนจีนขับไล่จักรพรรดินิยมออกไป สถาปนาประเทศจีนใหม่ที่เป็นเอกราชขึ้น ท่านเติ้งเสี่ยวผิงได้กำหนดแนวทางพื้นฐานนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ และได้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในทศวรรษที่ 90 ศตวรรษที่ 20 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน ชาวจีนมีพูดกันว่า " ดร. ซุนยัดเซ็นได้ปลุกประชาชนจีนให้ตื่นขึ้น ท่านเหมาเจ๋อตงช่วยให้ประชาชนจีนยืนขึ้น ท่านเติ้งเสี่ยวผิงช่วยให้ประชาชนจีนรวยขึ้น ท่านเจียงเจ๋อหมินช่วยให้ประชาชนมั่งคั่งขึ้นแล้ว"

ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1949 จนถึงปัจจุบัน ประเทศจีนได้มีเอกราชอย่างแท้จริง และได้บรรลุความเป็นเอกภาพและสมานสามัคคีแห่งชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ พร้อมได้ตั้งระบอบสังคมแห่งชาติที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของประเทศ ประชาชนชาวจีนได้ฟันฝ่าต่อสู้อย่างไม่ย่นย่อท้อถอยภายใต้สถานการณ์อันยากลำบาก เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศตน และได้รับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่ในทศวรรษที่60-70 เนื่องจากผู้นำจีนในเวลานั้นเกิดมีความผิดพลาดอย่างร้ายแรงด้านนโยบาย โดยใช้เวลา 10 กว่าปีทำ " การปฏิวัติทางวัฒนธรรม " การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ก่อให้เกิดการจลาจลภายในประเทศนี้ ได้ทำลายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างร้ายแรง อย่างน้อยได้ทำให้เศรษฐกิจของจีนหยุดชงักจนกระทั่งถอดถอยไป 10 กว่าปี ซึ่งได้ขยายช่องว่างความเจริญระหว่างจีนกับนานาชาติให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อปี ค. ศ. 1978 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้แก้ไขความผิดพลาดของ " การปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม" ผู้นำรุ่นที่สองของจีนโดยมีท่าน เติ้ง เสี่ยว ผิง เป็นแกนนำนั้น ได้สรุปประสบการณ์และบทเรียนทั้งของจีนและต่างประเทศ กำหนดหนทางแห่งการพัฒนาที่ดำเนินการปฏิรูปและเปิดประเทศขึ้น นำประชาชนจีนดำเนินภารกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อฟื้นฟูความเจริญก้าวหน้าแห่งประชาชาติ ท่านเติ้งเสี่ยวผิงได้เน้นต้องถือเอาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นภารหน้าที่พื้นฐานแห่งชาติอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามผู้นำที่เปลี่ยนไป ระหว่างปี ค. ศ.1979-2000 จีนได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ 20 กว่าปีมานี้ ยอดมูลค่าการผลิตในประเทศจีนได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 9.3% ซึ่งเป็น3เท่าของอัตราการเพิ่มของโลกในระยะเดียวกันและเป็น 2 เท่าของอัตราเพิ่มโดยถัวเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนา ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ในสภาพที่ประชากรได้เพิ่มขึ้น 2 ร้อย 80 ล้านคน อัตราเพิ่มของยอดมูลค่าการผลิตต่อหัวของจีนกลับเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า และยังช่วยให้ประชาชน 200 ล้านคนพ้นจากภาวะยากจน ปัจจุบันนี้ ยอดมูลค่าการผลิตในประเทศจีนเป็น 100 กว่าเท่าของสมัยเพิ่งสถาปนาประเทศจีนใหม่ ในปัจจุบันนี้จะใช้เวลาเพียง 3 วันเท่านั้นก็สามารถสร้างทรัพย์สินตลอดปีของจีนสมัยปี ค. ศ.1952 เมื่อปีที่แล้ว ยอดมูลค่าการผลิตในประเทศจีนเกิน 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับที่ 6 ของโลก ปริมาณสินค้าของจีนมีเกิน 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับที่ 4ของโลก ปัจจุบันจีนมีเงินตราต่างประเทศสำรอง 2 แสน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับที่ 2ของโลก จีนยังเป็นประเทศใหญ่ทางเกษตรกรรม การผลิตและการสื่อสารของโลกด้วย ปริมาณการผลิตธัญญพืช เนื้อสัตว์ ฝ้าย เหล็กกล้า ถ่านหิน ปูนซีเมนต์ โทรทัศน์เป็นอันดับหนึ่งของโลก

ในทศวรรษที่80 ศตวรรษที่ 20 รัฐบาลจีนได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวและเป้าหมายที่ควบคู่กัน โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ในระยะแรก วางแผนไว้ว่า เมื่อถึงปี ค. ศ.1990 ยอดมูลค่าการผลิตแห่งชาติจะเพิ่มมากกว่าปี ค. ศ.1980 หนึ่งเท่าตัว ซึ่งจะแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนโดยพื้นฐาน ระยะที่สอง ถึงปี ค. ศ.2000 ยอดมูลค่าการผลิตแห่งชาติจะเพิ่มมากกว่าปี ค. ศ. 1990 อีกหนึ่งเท่าตัว ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะดีขึ้นถึงระดับกินอยู่สบาย รายได้ถัวเฉลี่ยของประชากรถึงราว 8ร้อยเหรียญสหรัฐ แต่ปรากฏว่า จีนได้ใช้เวลาเพียง 15 ปี ก็คือเมื่อถึง ค. ศ.1995 ก็สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งกการพัฒนาระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แล้วเสร็จ ซึ่งก่อนกำหนดถึง 5 ปี ดังนั้น ตั้งแต่ปี ค. ศ. 1995 เป็นต้นมา ประเทศจีนได้เริ่มก้าวหน้าสู่แผนพัฒนาระยะที่ 3 แล้ว เป้าหมายระยะยาวแห่งการพัฒนาระยะที่ 3 คือ พยายามให้ประเทศจีนบรรลุแบบทันสมัยในภาพรวม ความเจริญทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเทียบเท่าระดับประเทศพัฒนาแล้วป่านกลางของประเทศตะวันตกในทศวรรษที่ 2050 ของศตวรรษที่ 21

ประเทศจีนได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของจีนได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่แห่งประวัติศาสตร์แล้ว ซึ่งได้เร่งฝีก้าวที่ประชาชนจีนจะบรรลุการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่แห่งชนชาติจีนให้เร็วยิ่งขึ้น จากการปฏิบัติแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศเป็นเวลา 23 ปีได้แสดงให้เห็นอย่างสมบูรณ์แล้วว่า นโยบายนี้สอดคล้องกับภาวะประเทศของจีน ซึ่งเป็นหนทางแห่งการพัฒนาที่ถูกต้อง ท่านเติ้งเสี่ยวผิงซึ่งเป็นผู้วางแผนนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศเคยกล่าว ถ้าไม่ปฏิรูปและเปิดประเทศ จีนก็มีแต่จะเดินสู่ทางตันเท่านั้น โดยผ่านการค้นหาด้วยตนเอง ประเทศจีนได้สะสมประสบการณ์ในการนำความเจริญทางเศรษฐกิจและได้เพิ่มขีดความสามารถในการต้านทานความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งจีนได้ผ่านการทดสอบจากวิกฤษทางการเงินของเอเชียเมื่อปี ค.ศ.1997 มาแล้ว เศรษฐกิจของจีนหลังปี ค. ศ. 1997 ยังคงรักษาอัตราการเติบโตในระดับค่อนข้างจะสูงเหมือนเดิมได้

แน่นอน ประเทศจีนในปัจจุบันยังเผชิญกับความลำบากอยู่มากเหมือนกัน ในด้านความเจริญ ยอดมูลค่าการผลิตถัวเฉลี่ยต่อคนมีแค่ 870 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าระดับถัวเฉลี่ยของไทยและของอาเซี่ยนมาก และก็ยังต่ำกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาจำนวนมาก ยังไม่ถึงระดับปานกลางของโลก คุณภาพทางเศรษฐกิจแห่งชาติโดยรวมยังไม่สูงพอ กำลังแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศยังไม่เข้มแข็งพอ ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาเต็มตัว ในด้านทรัพยากรแล้ว ปริมาณทรัพยากรถัวเฉลี่ยต่อคนของจีนยังต่ำกว่าระดับถัวเฉลี่ยของโลกมาก ยังเป็น "ประเทศยากจน" ที่ขาดแขลงทรัพยากรอยู่ เนื้อที่ทั่วประเทศมี 2 ใน 3 เป็นภูเขา เนินสูงและทะเลทราย พื้นที่เพาะปลูกถัวเฉลี่ยต่อคนมีเพียง 0.6 ไร่ และเป็น 1 ใน 4 ของพื้นที่เพาะปลูกถัวเฉลี่ยต่อคนของไทยเท่านั้น เป็น 1 ใน 3 ของอัตราถัวเฉลี่ยของโลก ปริมาณทรัพยากรน้ำถัวเฉลี่ยต่อคนของจีนยังไม่ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนถัวเฉลี่ยต่อคนของโลก ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติของจีนในแต่ละปีเป็น 3% ถึง 6% ของยอดมูลค่าการผลิตภายในประเทศ เศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันก็ยังเผชิญปัญหาอยู่ไม่น้อย เช่นโครงสร้างของวิสาหกิจไม่สมเหตุผล อุตสาหกรรมที่สามทางบริการยังไม่สมบูรณ์ เศรษฐกิจส่วนภาคต่างๆ ยังไม่สมดุลกัน ช่องว่างแห่งการพัฒนาของเขตแดนภาคตะวันออกกับภาคตะวันตกยังมีความแตกต่างกันมาก กำลังการแข่งขันทางเกษตรกรรมยังอ่อนแออยู่ รายได้ของชาวนาเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า การจัดสรรแรงงานยังเป็นปัญหา การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจยังเป็นภาระหน้าที่หนักหน่วงมาก วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการศึกษายังค่อนข้างล้าหลัง ขีดความสามารถในการทดลองสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีใหม่ ๆยังอ่อนกำลัง ในหมู่ข้าราชกการ ถึงแม้รัฐบาลระดับต่าง ๆ ของจีนได้ใช้มาตรการปราบปรามอย่างหนักก็ตาม แต่กรณีฉ้อราษฎร์บังหลวงยังเกิดขึ้นบ่อย ๆ ตลาดในบางปริมณฑลยังไม่ค่อยมีระเบียบ ความสงบเรียบร้อยทางสังคมในบางพื้นที่ไม่ดีพอเป็นต้น รัฐบาลจีนให้ความสนใจปัญหาเหล่านี้เป็นพิเศษ กำลังดำเนินการปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่องกันต่อไป

๒.เป้าหมายการพัฒนาและภารกิจหลักในศตวรรษที่๒๑

ในศตวรรษที่ 21 ประเทศจีนจะต้องเร่งรัดการสร้างสรรค์ประเทศให้ทันสมัยต่อเนื่องกันต่อไป จะพยายามบรรลุการรวมประเทศเป็นเอกภาพ และจะร่วมมือกับประชาชนทั่วโลกพยายามรักษาสันติภาพโลกให้คงไว้ เพื่อความเจริญของประชาคมโลก เราถือว่าเป็นเป้าหมายใหญ่สามประการแห่งชาติ และเป็นที่ตั้งขั้นพื้นฐานที่สุดในการกำหนดนโยบายภายในและต่างประเทศของจีนในศตวรรษที่ 21

(๑)ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จะยืนหยัดในการสร้างสรรค์ประเทศตามแนวทางให้ทันสมัย มั่งคั่ง ประชาธิปไตย และมีคุณธรรมอย่างแน่วแน่ ตราบใดที่โลกยังไม่ได้เกิดสงครามขนาดใหญ่ ตราบใดที่ไม่เผชิญภัยคุกคามจากการรุกรานภายนอก ประเทศจีนจักตั้งอกตั้งใจสร้างสรรค์เศรษฐกิจและถือเป็นภารกิจพื้นฐานของประเทศอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และจะพยายาม สร้างประเทศจีนให้ทันสมัยให้ได้ภายในเวลา 50 ปี

เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวขั้นตอนที่ 3 จีนได้กำหนดเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมโดยแบ่งเป็นสามระยะ กล่าวคือ ภายใน 10 ปีแรกของศตวรรษ 21 จักพยายามรักษาอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับ 7% เมื่อถึงปีค.ศ.2010 ยอดมูลค่าการผลิตภายในประเทศจะเพิ่มเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปีค.ศ.2000 ถึง 2 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐ เมื่อถึงปีค.ศ.2020 จะเพิ่มเป็นอีกเท่าตัว ถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าก่อนปีค.ศ.2050 สามารถเพิ่มเป็นอีกเท่าตัวจะถึง 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ รายได้ประชาชาติต่อหัวจะถึงประมาณ 5000 เหรียญสหรัฐ ถึงเวลานั้นจีนจะได้บรรลุเป้าหมายให้เป็นประเทศทันสมัยโดยพื้นฐานได้

5 ปีถึง 10 ปีข้างหน้าจักเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งในกระบวนการพัฒนาของประเทศจีน ด้วยเหตุนี้เองจีนได้กำหนดประเด็นหลักแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 10 ปี และได้วางแผนพัฒนา5ปีข้างหน้า โดยจักเร่งการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตให้เป็นระบบ เสริมสร้างธุรกิจที่ ๑ ปรับและพัฒนาธุรกิจที่ ๒ พัฒนาธุรกิจที่ ๓ คือการบริการ อย่างเต็มที่ เร่งการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่และกลาง เร่งพัฒนาITสารสนเทศ จะต้องพัฒนากิจการวิทยาศาสตร์เท็คโนโลยี่และการศึกษา เพิ่มคุณภาพและฝีมือแรงงาน อบรมบุคลากรที่มีความสามารถทุกประเภททุกระดับให้มากขึ้น ลดช่องว่างทางวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างจีนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้การประสานในการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนภูมิภาค และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั่วประเทศให้สมดุนมากยิ่งขึ้น เขตชายฝั่งทะเลตะวันออกที่ค่อนข้างพัฒนาแล้วในปัจจุบันนี้ต้องแน้นหนักการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสู่ภายนอกเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพทางเศรษฐกิจของตน ภาคตะวันตกและภาคกลางจะต้องเร่งการพัฒนาตามแผนการเชิงยุทธศาสตร์นำความเจริญสู่ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกต้องให้ความช่วยเหลือทุกวิธีทางเพื่อนำความเจริญสู่ภาคกลางตะวันตก การเข้าสู่องค์การการค้าโลกเป็นจุดเริ่มต้นใหม่แห่งการเปิดประเทศและปฏิรูปของจีน ประเทศจีนจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ WTO ปฏิบัติตามข้อผูกพันที่สัญญาไว้ เปิดตลาดสู่สมาชิก WTO และลดภาษีศูลกากรให้น้อยลงเป็นขั้นเป็นตอนตามสภาพความเป็นจริง พร้อมกันนี้ประเทศจีนจะปรับปรุงระบบการบริหารด้วยกฎหมายให้สมบูรณ์ต่อเนื่องกันต่อไป เพื่อเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งการตลาดที่มีความยุติธรรม โปร่งใสและมีการต่อเนื่องกันยิ่งขึ้น คาดการณ์ได้ว่า ภายในเวลา 5 ปีข้างหน้า ยอดปริมาณการนำเข้าและส่งออกของจีนจะถึง 1 ล้าน 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จะเอื้ออำนวยโอกาสธุรกิจการค้าแก่นานาประเทศมากยิ่งขึ้น ประเทศจีนกำลังดำเนินแผนการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำความเจริญสู่ภาคตะวันตกและนโยบายส่งเสริมการลงทุน "ออกไปสู่ต่างประเทศ" โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้จักมีส่วนช่วยอันสำคัญเพื่อขยายความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

(๒)หลังจากฮ่องกง มาเก๊าได้กลับสู่ประเทศจีนตามลำดับแล้ว ปัจจุบันนี้ จีนยังมีปัญหาไต้หวันที่ยังไม่ได้รับแก้ไข ภารกิจรวมประเทศเป็นเอกภาพยังไม่ได้บรรลุความสำเร็จโดยสมบูรณ์ ปัญหาไต้หวันที่เกิดขึ้นในสภาวะการณ์ที่หลังจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สถาปนาขึ้นเมื่อปีค.ศ.1949 พวก เจียงไค เช็ค พรรคก็ก มิ่น ตั๋ง ได้ถอยไปที่เกาะไต้หวัน และพึ่งพาอาศัยกลุ่มอิทธิพลต่างชาติสนับสนุน จึงพยายามเผชิญหน้ากับรัฐบาลกลางมาโดยตลอด หลังจากนั้นหลายสิบปี ถึงแม้สองฝั่งช่องแคบใต้หวันไม่มีการติดต่อกัน แต่ ทางการไต้หวันก็ก มิ่น ตั๋ง ยังยืนกันว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน และคัดค้านการสร้าง "สองจีน" และ"ไต้หวันเป็นเอกราช" แต่ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 90 มา ทางการหลี่ เติง เฮย เฉิน เหสย เปี่ยน ได้ค่อยๆ ออกหางจากหลักการ จีนเดียว และได้ดำเนินการเคลื่อนไหว "ไต้หวันเป็นเอกราช" ซึ่งเป็นการแบ่งแยกดินแดงในเวทีระหว่างประเทศ ได้เพิ่มพูนสถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจีนได้แก้ไขปัญหาฮ่องกง มาเก๊าตามแนวนโยบายรวมประเทศอย่างสันติ หนึ่งประเทศ สองระบบด้วยความสำเร็จอันสมบูรณ์ และจะใช้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ปัญหาไต้หวันตามแนวนโยบายเดียวกันโดยเร็ว เมื่อไต้หวันได้รวมกับแผ่นดินใหญ่แล้ว จะมีนโยบายที่พิเศษกว่าฮ่องกงและมาเก๊า เช่นจะยอมให้มีกองทัพไต้หวันไว้ต่อไป ภายใต้หลักการจีนเดียว ไม่ว่าปัญหาอะไรก็คุยได้ แต่จนถึงวันนี้ ทางการ เฉิน เหสย เปี่ยน ยังไม่ยอมรับหลักการ จีนเดียว ยิ่งไปกว่านี้ ยังไม่ยอมรับว่าตนเป็นคนจีนอีก การรวมประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นเป็นความปรารถนาร่วมกันของประชาชนชาวจีนทุกชนชาติ ประเทศจีนจะพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวโดยสันติวิธีแต่จะไม่รับปากว่าจะไม่ใช้กำลัง

(๓)การรักษาสันติภาพของโลก และส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันของนานาประเทศนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานของจีน และสอดคล้องผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทุกประเทศของทั่วโลก รัฐบาลจีนจึงประกาศอย่างเป็นทางการด้วยถ้อยคำที่หนักแน่นว่า ในศตวรรษที่ ๒๑ จุดประสงค์ทางการทูตของจีนก็คือเพื่อรักษาสันติภาพของโลก และส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญร่วมกันของนานาชาติ ทั้งนี้ไม่ใช่นโยบายใหม่ หากเป็นการต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศขั้นพื้นฐานของจีนในเวลาที่ผ่านมา ประเทศจีนจะยืนยันปฏิบัติตามนโยบายการต่างประเทศที่สันติ และเป็นตัวของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไปมาหาสู่กันฉันมิตรกับทุกประเทศบนพื้นฐานหลัก 5 ประการแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ด้วยความเสมอภาค และเอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกัน ประเทศจีนเรียกร้องทุกประเทศควรต้องปฏิบัติตามเจตนารมและหลักการแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับกันจากนานาชาติ คัดค้านลัทธิความเป็นเจ้าโลกและวางอำนาจบาตใหญ่ทุกรูปแบบ ข้อพิพาทระหว่างประเทศควรต้องแก้ไขด้วยวิธีปรึกษาหารือระหว่างกัน ในประชาคมโลกทุกวันนี้ ควรสร้างทรรศนะวิสัยความมั่นคงแบบใหม่ โดยถือเสริมสร้างความไว้วางใจ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เสมอภาคกันและให้ความร่วมมือประสานกันเป็นมาตรฐานแห่งความสัมพันธ์ระหว่างกัน ประเทศจีนไม่เห็นด้วยที่ทำเป็นประเทศพันธมิตรทหาร หรือกลุ่มทหาร ยุคสมัยที่มิใช่พันธมิตร ก็ต้องเป็นศัตรูนั้นผ่านพันไปแล้ว ควรสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบประชาธิปไตย ร่วมเสริมสร้างสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศอย่างสันติ ที่ทำไห้ทุกประเทศต่างก็รู้สึกปลอดภัยและมั่นคงขึ้น และสภาวะแวดล้อมจักเกิดขึ้นได้นั้น ย่อมต้องอาศัยการเมืองระหว่างประเทศที่มีหลายขั้ว ความหลากหลายของวัฒนธรรม และความสมดุลของความเจริญทางเศรษฐกิจ ในโลกปัจจุบันนี้ มีอารยธรรม ระบบสังคม รูปแบบการพัฒนา และวิถีชีวิตหลากหลายควรต้องให้ธำรงคงไว้และอยู่ร่วมกันต่อไป ประชาชนแต่ละประเทศมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกกันเอง

หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ปัญหาก่อการร้ายได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่นานาประเทศให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในปัญหานี้ จุดยืนของประเทศจีนเป็นที่ชัดแจ้ง คือคัดค้านก่อการร้ายระหว่างประเทศทุกรูปแบบอย่างเด็ดเดี่ยว และร่วมมือกับประชาคมโลกเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายสากล แต่ในขณะเดียวกัน การปราบปรามการก่อการร้ายจะต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฏหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไป ควรให้สหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติแสดงบทบาทอย่างเต็มที่ ไม่ควรเอาการก่อการร้ายเกี่ยวโยงไปถึงบางเชื้อชาติ บางศาสนา และบางประเทศ ไม่ควรใช้มาตรฐานสองแบบเลือกปฏิบัติกัน และก็ไม่ควรใช้การปราบปรามก่อการร้ายไปดำเนินจุดมุ่งหมายทางการเมืองอย่างอื่นที่จะกระทบกระเทือนความมั่นคงและการพัฒนาของโลกและส่วนภูมิภาค ประเทศจีนยืนยันต้องพิจารณาถึงปัญหาที่มาของการก่อการร้ายอย่างรอบคอบและลึกซึ้ง และเห็นว่าโลกาภิวัตทางเศรษฐกิจควรต้องก้าวหน้าไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อความสมดุลทางเศรษฐกิจโลกและมีการต่อเนื่อง ลดช่องว่างระหว่างขั้วเหนือและขั้วใต้ ป้องกันมิให้สถานภาพที่คนจนจนลงทุกวัน คนรวยรวยขึ้นทุกวันหนักเข้าไปอีกต่อไป ทั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความต้องการของนานาประเทศที่ให้มีการพัฒนาร่วมกันเท่านั้น และยังเป็นปัจจัยอันสำคัญแห่งสันติภาพและความมั่นคงของโลก

ในศตวรรษที่ ๒๑ กระชับความร่วมมือฉันมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านเอเชียรวมประเทศอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนั้น เป็นส่วนประกอบอันสำคัญของนโยบายต่างประเทศของจีน การพัฒนาของประเทศจีนปราศจากเอเชียไม่ได้ ความเจริญก้าวหน้าของเอเชียก็แยกออกจากประเทศจีนไม่ได้เหมือนกัน ในกระบวนการโลกาภิวัตทางเศรษฐกิจ ประเทศจีนเช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียก็ต้องเผชิญกับความกดดันทางด้านการแข่งขัน สำหรับประเทศเอเชียเรา สิ่งที่ควรคิด ไม่ใช่ว่าจะแข่งขันกันอย่างไร แต่ควรต้องหารือจะกระชับความร่วมมือกันยังไง ประเทศจีนกับประเทศอาเซียนรวมประเทศไทยได้สร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจและร่วมมือกันด้วยดีในระหว่างแก้ไขปัญหากันพูชา เมื่อหลายปีที่ผ่านมานี้ พร้อมด้วยเศรษฐกิจของจีนได้มีการพัฒนาก้าวหน้าไป ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างจีนกับประเทศอาเซียนก็ได้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากประเทศจีนได้เข้าเป็นสมาชิก WTOแล้ว ย่อมจะเปิดตลาดและโอกาสการค้าให้ประเทศอาเซียนมากยิ่งขึ้น หลังจากเกิดวิกฤตทางการเงินของเอเชีย ประเทศจีนในฐานะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของประเทศอาเซียน และเป็นประเทศใหญ่ที่มีความรับผิตชอบ ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นบางส่วนตามขีดความสามารถของตน ในขณะที่ตัวเองก็ตกอยู่ในสภาวะลำบากมากเหมือนกัน การที่จีนยืนยันไม่ลดค่าเงินหยวน ได้มีส่วนช่วยประเทศเอเชียที่เอาชนะวิกฤตด้วยกัน และเมื่อปีที่ผ่านมา จีนก็ได้เผชิญกับความกดดันด้านการส่งออกมากพอสมควร แต่ก็ยังคงรักษาค่าเงินหยวนไว้ ซึ่งได้สำแดงบทบาทที่เป็นคุณเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเอเชียด้วยกัน ประเทศจีนได้ร่วมกิจกรรมARF 10+3 อย่างขันแข็งซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือส่วนภูมิภาคที่ประเทศอาเซียนเป็นผู้ริเริ่ม สนับสนุนความตกลงว่าด้วยเอเชียอาคเนย์เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ก่อนคนอื่น ยินดีรับรองกระบวนการการรวมกลุ่มเศรษฐกิจเป็นกลุ่มเดียวกันของอาเซียน สนับสนุนแผนพัฒนาอาเซียนปี 2020 จีนเห็นพ้องต้องกันในการแก้ไขข้อพิพาททะเลจีนใต้โดยการปรึกษาหารือและเจรจากันฉันมิตร และได้ดำเนินการหารือกับอาเซียนว่าด้วยกฎเกณฑ์และการปฏิบัติในเขตทะเลจีนใต้อย่างจริงจังและมีประสิทธิผล ประเทศจีนมีข้อคิดเห็นมาโดยตลอดว่า กลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความสมานสามัคคีและความเจริญรุ่งเรืองนั้น เป็นพลังอันสำคัญเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาของเอเชีย

เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนเป็นประเด็นสำคัญแห่งความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนในปัจจุบัน เมื่อปีที่แล้ว ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือตกลงกันที่จะสร้างเขตการค้าเสรีให้แล้วเสร็จภายใน 10 ปี การเจรจาที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย ในเขตการค้าเสรีแห่งนี้มีประชากร 1 พัน 7 ร้อยล้านคน ภาพรวมทางเศรษฐกิจถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณการค้าถึง 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเขตการค้าเสรีที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ก็เป็นเขตการค้าเสรีซึ่งร่วมด้วยประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่สุด ตามการศึกษาคำนวณของผู้เชียวชาญทั้งสองฝ่าย ในระยะเริ่มแรกหลังจากสร้างเขตการค้าเสรีแล้ว การส่งออกของจีนต่ออาเซียนจะเพิ่ม 1 หมื่น 6 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันอาเซียนจะเพิ่มการส่งออกต่อประเทศจีนถึง 1 หมื่น 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศของทั้งสองฝ่าย และจะเป็นความมีชัยทั้งคู่สำหรับอาเซียนและจีน

๓.ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าใคร่ขอแนะนำนโยบายความมั่นคงและป้องกันประเทศของจีน

ในศตวรรษที่ 21 เป้าหมายโดยพื้นฐานและภาระหน้าที่ความมั่นคงและป้องกันประเทศของจีนคือ สร้างความแข็งแรงกองกำลังป้องกันประเทศ เพื่อเตรียมต่อด้านการรุกรานจากภายนอก รักษาเสถียรภาพภายในประเทศ ปกป้องอธิปไตย เอกภาพแห่งชาติและบูรณภาพเหนือดินแดนอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศจีนจะไม่สร้างพันธมิตรกับประเทศมหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือกลุ่มประเทศกลุ่มใดๆทั้งสิ้น จะไม่ส่งกองกำลังไปประจำการในต่างประเทศหรือตั้งฐานทัพในต่างประเทศ ไม่เข้าร่วมการแข่งขันทางด้านการทหาร และไม่ดำเนินการขยายอิทธิพลทางการทหาร ยืนหยัดในการกำหนดและดำเนินการนโยบายและยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่เป็นตัวของตัวเอง โดยอาศัยกำลังของตนเป็นหลัก เพื่อพัฒนาและสร้างระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และปรับปรุงอาวุธยุทธโธปกรประจำการของตนเอง

ประเทศจีนได้ดำเนินนโยบายป้องกันประเทศ เพื่อป้องกันตัวในเชิงเป็นฝ่ายตั้งรับมาโดยตลอด ในด้านยุทธศาสตร์ จีนยึดถือหลักการปกป้อง ป้องกันตัวเองและจะตอบโต้ภัยจากภายนอกเมื่อถูกกระทำ มีแต่ในสถานการณ์สุดที่จะอดทนได้ ถึงจะเลือกใช้กำลังทหารตอบโต้ ยกตัวอย่างเช่น หลังจากประเทศจีนใหม่ได้สถาปนาขึ้นมา จีนจำเป็นต้องใช้กำลังทหารกับต่างประเทศหลายครั้งนั้น ล้วนเป็นการตอบโต้ประเทศคู่กรณีที่รุกรานอธิปไตยและบูรณภาพดินแดงของจีนก่อน และได้ผ่านวิถีทางการทูตและตักเตือนมาก่อนหลายต่อหลายครั้งไม่ได้ผลแล้ว และเช่นช่วงทศวรรษที่ 50 ถึง 60 แห่งศตวรรษที่20 ในสถานการณ์ที่มีประเทศใหญ่บางประเทศใช้กำลังอาวุธนิวเคลียร์ขู่เข็ญประเทศจีนใหม่นั้น เพื่อป้องกันตัวเอง ประเทศจีนได้เริ่มวิจัยผลิตอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาโดยพึ่งกำลังของตนเอง และในวันเดียวกันที่ทดลองระเปิดนิวเคลียร์สำเร็จ รัฐบาลจีนได้ให้คำมั่นสัญญาต่อทั่วโลกอย่างหนักแน่นว่า ประเทศจีนจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน และจะไม่ใช้หรือข่มขู่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่อประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ เห็นชอบลดอาวุธนิวเคลียร์และสร้างโลกที่ปลอดอาวุธนีวเคลียร์ขึ้น จนถึงปัจจุบัน ประเทศจีนยังคงยืนหยัดในนโยบายนี้ ซึ่งเป็นประเทศเดียวเท่านั้นในบรรดาประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

พร้อมกันนี้ เราก็มีความตระหนักดีว่า ถ้าเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ขีดความสามารถการป้องกันประเทศของจีนยังถือว่าค่อนข้างล้าหลัง ฉะนั้นควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ประเทศจีนจำเป็นต้องพัฒนาเสริมสร้างกำลังป้องกันประเทศตามสมควร เสริมขีดความสามารถการป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสริมสร้างขีดความสามารถเพื่อป้องกันตัวและรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินในสภาวะการเทคโนโลยี่ชั้นสูง และได้ตั้งเป้าหมายที่จะเอาชนะในสงครามเฉพาะส่วนให้ได้โดยใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูงด้วยกัน เมื่อเร็วๆ นี้เอง ตามสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ ประเทศจีนได้กำหนดเอาการต่อต้านการก่อการร้ายเข้าเป็นภาระหน้าที่ส่วนหนึ่งของกองทัพจีน ดำเนินการฝึกซ้อมและปฏิบัติการเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย ช่วยท้องถิ่นปราบปรามการก่อการร้ายทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด

ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา กองทัพจีนได้มีการเปลี่ยนนโยบายการสร้างสรรค์กองทัพ เพื่อสนองตอบความต้องการของกิจกรรมการลดกองกำลังทหารระหว่างประเทศ จีนได้ลดกำลังพลลงประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคน ปัจจุบันนี้ กองกำลังทหารของจีนมีจำนวนพลประมาณ 2 ล้าน 5 แสนคน ซึ่งประกอบด้วย กองกำลังรักษาชายแดนและชายฝั่งทะเล หน่วยงานระดมสรรพกำลังและหน่วยงานเกณฑ์ทหาร หน่วยงานทำการผลิตเกษตรปสุสัตว์และพนักงานพลเรือน ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล การคมนาคมก็ไม่สะดวกเท่าได ความมั่นคงทั้งภายในและภายนอกประเทศค่อนข้างจะซับซ้อน การที่จะคงไว้กำลังพลที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ถึงกระนั้นก็ตาม สัดส่วนกำลังพลที่มีต่อประชากรทั่วประเทศและต่อพื้นที่โดยเฉลี่ยแล้ว ตัวเลขของจีนจะต่ำกว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า สังคมภายนอกค่อนข้างสนใจในเรื่องรายจ่ายทางทหารของประเทศจีนมาก ข้าพเจ้าใคร่จะชี้แจงต่อเพื่อนนักศึกษา ณ ที่นี้อย่างตรงไปตรงมา เมื่อปีที่แล้ว งบประมาณทางทหารของจีนประมาณ 1 หมื่น 6 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ปีนี้อาจจะมีถึง 1 หมื่น 9 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ งบประมาณทหารของจีนเมื่อปีที่แล้วมีแต่ร้อยละ 5 ของสหรัฐ ร้อยละ 30 ของ ญี่ปุ่น ร้อยละ 40 ของอังกฤษ และร้อยละ 48 ของฝรั่งเศส งบประมาณป้องกันประเทศของจีนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.6 ของมูลค่าการผลิตมวลรวมภายในประเทศของจีน ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่ต่ำกว่าสหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส หากยังต่ำกว่าประเทศอินเดียและเกาหลีใต้ด้วยซ้ำ ในส่วนรายจ่ายทางทหารของจีนมีการเพิ่มขึ้นนั้น นอกจากจะนำมาใช้ในการปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ค่อนข้างล้าหลังและเสริมสร้างให้ทันสมัยแล้ว ยังต้องการนำมาใช้ในการปรับปรุงสวัสดิการของพลทหารให้ดี ด้วยเหตุผลดังกล่าว จีนเพิ่มรายจ่ายทางทหารให้มากขึ้นนิดหน่อยนั้น จริงๆแล้วจำนวนค่อนข้างจำกัดและจำเป็นต้องใช้ในทางด้านที่จำเป็น

๔.สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวในความสัมพันธ์ระหว่างจีนไทยและความคืบหน้าในอนาคต

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนไทยนั้น ข้าพเจ้าใคร่สรุปด้วยสามประโยคดังต่อไปนี้ ประโยคแรก สัมพันธ์ไมตรีระหว่างจีนไทยสองประเทศได้พัฒนาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งมีพื้นฐานความเป็นมาอันเหนียวแน่น ประโยคที่สอง นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ที่จีนไทยสองประเทศได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นปกติมา มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างจีนไทยได้รับการพัฒนาไปที่ไม่มียุคสมัยใดในประวัติศาสตร์เทียบเท่าได้ ทั้งในด้านปริมณฑลและความใกล้ชิดเป็นต้น ประโยคที่สาม อนาคตแห่งความสัมพัมธ์ทวีภาคีระหว่างจีนไทยย่อมจะกว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการไปมาหาสู่กันระหว่างจีนไทยมีมากมายเหลือบรรณนา ตามหนังสือประวัติศาสตร์จีนที่มีการบันทึกไว้ ในสมัย สามก๊ก จีนไทยก็เริ่มมีคณะทูตมาหาสู่กันแล้ว ในสมัยสุโขทัย เคยมีเจ้าฟ้าชายของพระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยเสด็จไปเยือนเมืองจีน จนถึงสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวราชการที่ 4 การไปมาหาสู่กันระหว่างคณะทูตยังมีบ่อยครั้ง ไม่ว่าในสมัยไหนก็ตาม ย่อมมีพี่น้องชาวจีนมาทำการค้าขายหรือมาหากินในเมืองไทย และมีส่วนหนึ่งได้พำนักอยู่เมืองไทยต่อไป ชาวจีนที่อยู่ไทยนั้นได้อยู่ใต้ร่มพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกสมัย อยู่เย็นเป็นสุขมาโดยตลอด ชาวจีนที่พำนักอยู่ประเทศไทยได้ถือเมืองไทยเป็นบ้านเกิดที่สองของตัวเอง ร่วมทุกร่วมสุขและปรองดองกลมกลืนกับประชาชนชาวไทยฉันพี่น้องต่อกัน ไม่เพียงแต่ร่วมกิจการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยแล้ว หากยังได้ร่วมกับพี่น้องชาวไทยต่อต้านการรุกรามจากภายนอกเพื่อป้องกันประเทศไทย ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่น่าจะมีข้อมูลมากกว่าข้าพเจ้าอีกด้วย

เมื่อปี ค.ศ. 1975 จีนไทยสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันเป็นต้นมา ด้วยความเอาใจใส่และให้ความสำคัญโดยตรงจากผู้นำสูงสุดทั้งสองประเทศ และด้วยความพยายามร่วมกันของรัฐบาลและประชาชนทั้งสองประเทศ มิตรภาพระหว่างจีนไทยได้รับการพัฒนาไปเป็นที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ และได้รักษาแนวโน้มแห่งความร่วมมือฉันมิตรด้วยดีมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเราทั้งสองนั้น มีเอกลักษณ์อย่างเด่นชัดดังต่อไปนี้

ประการที่๑ ผู้นำชั้นสูงของสองประเทศได้มีการติดต่อหารือกันบ่อยครั้งมาก ซึ่งได้เกิดความสนิทสนมและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ปัญหาสำคัญๆ ระหว่างประเทศเราทั้งสองนั้น ผู้นำชั้นสูงทั้งสองฝ่ายต่างก็ให้ความสำคัญและให้คำชี้แนะโดยตรง ผู้นำและประชาชนชาวจีนเคารพและนับถือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองศ์ด้วยความเคารพอย่างสูง ประเทศจีนถือประเทศไทยเป็นมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง

ประการที่ ๒ ความร่วมมือระหว่างเราสองประเทศนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพซึ่งกันและกันเอื้ออำนวยผลประโยชน์แก่กันอย่างเต็มที่ จีนไทยสองประเทศได้มีความร่วมมือที่เกื้นกูลซึ่งกันและกันในปริมณฑลต่างๆ อย่างกว้างขวาง อาธิเช่นความร่วมมือและการสนับสนุนซึ่งกันและกันในช่วงวิกฤตการเงินปี 1997 ซึ่งได้มีบทบาทอันสำคัญต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของจีนไทยสองประเทศเป็นอย่างยิ่ง ในปัญหาส่วนภูมิภาคและโลก ประเทศเราทั้งสองได้มีการปรึกษาหารือและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ในทศวรรษที่ 1980 และ 1990 จีนไทยได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมาเป็น 10 กว่าปี เพื่อแก้ไขปัญหากำพูชา ซึ่งได้สร้างคูณประโยชน์เชิงประวัติศาสตร์ในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพส่วนภูมิภาค รัฐบาลและประชาชนจีนขอบคุณรัฐบาลและประชาชนไทยที่ได้ยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอดด้วยความจริงใจเป็นอย่างยิ่ง โดยไทยให้ความเข้าใจและสนับสนุนกิจการรวมประเทศจีน และจุดยืนในปัญหาใต้หวันและธิเบต ขอบคุณรัฐบาลและประชาชนไทยที่ได้ให้การสนับสนุนอันล้ำค่าในเรื่องจีนเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาออลิมปิค ปัญหาสิทธิมนุษยชน ปัญหาฝ่าหลุนกงและปัญหานานาชาติอื่นๆด้วยความเห็นใจและเข้าใจ

ประการที่ ๓ การไปมาหาสู่กันระหว่างจีนไทยนั้นกว้างขวางมาก ทั้งในทางราชการ ภาคเอกชนและวงศ์การต่างๆ ทุกวงศ์การ ประชาชนชาวจีนกับประชาชนชาวไทยมีความรู้สึกใกล้ชิดเป็นพิเศษ ตามความเป็นจริง คนจีนมากมายมีญาติพี่น้องพำนักอยู่ที่เมืองไทย เช่นเดียวกัน พีน้องคนไทยจำนวนมากก็มีญาติอยู่ที่เมืองจีนด้วย ความเป็นมิตรทุกชั่วคนระหว่างจีนไทยนั้นเป็นความปรารถนาร่วมของประชาชนทั้งสองประเทศ

ในช่วงปีที่ผ่านไป ความร่วมมือระหว่างสองประเทศได้มีความคืบหน้าใหม่เป็นอย่างมาก รัฐบาลจีนไทยสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราสำรอง และมีข้อตกลงพานิชย์นาวีที่เรือตู้คอนเทเนอของบริษัทไชน่าชิปปิ้งเปิดเส้นทางเดินเรือจากท่าเรือแหลมฉบางของไทยไปยังอเมริกานั้นก็ได้เริ่มเดินเรืออย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมีนาคมศกนี้ รัฐบาลจีน ไทย พม่า ลาวสี่ประเทศได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งสิงค้าและโดยสารในแม่น้ำลานชาง-แม่น้ำโขงและได้เริ่มเดินเรืออย่างเป็นทางการแล้ว ยอดมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศมีมากถึง 7 พัน ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศจีนกลายเป็นประเทศนำเข้าสำคัญของสินค้ายางพารา ข้าว มันสำปะหลังและผลไม้ของไทย นักท่องเที่ยวจากจีนมีถึง 8 แสงคนได้มาท่องเที่ยวเมืองไทย จีนได้กลายเป็นคู่ค้ากิจการท่องเที่ยวใหญ่อันดับที่ ๔ ของไทย วันข้างหน้าเมื่อโครงการทางหลวงระหว่าง คุนหมิง-กรุงเทพฯ สำเร็จเรียบร้อยแล้ว และกิจการความร่วมมือล่มแม่น้ำโขงขยายไป และเมื่อเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนและเขตการค้าเสรีจีน-ไทยปรากฏเป็นจริงขึ้น ศักยภาพทางภูมิศาสตร์ระหว่างจีนกับไทยในความร่วมมือเศรษฐกิจก็จะปล่อยออกมา มีผู้เชี่ยวชาญคาดกันว่า ภายใน 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า ยอดมูลค่าการค้าระหว่างจีนไทยนั้นจะเพิ่มถึง 1 หมื่นล้านถึงหมื่นห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ การลงทุนซึ่งกันและกันระหว่างประเทศเราทังสองก็จะเพิ่มมากขึ้น คาดว่านักท่องเที่ยวจีนมีประมาณถึง 2 ล้านคนมาเที่ยวเมืองไทย ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนไทยจะมีอนาคตอันใสสว่างยิ่งขึ้น ความร่วมมือที่เอื่ออำนวยประโยชน์ต่อกันด้วยความจริงใจระหว่างประเทศเราทั้งสองที่จะพัฒนาไปกว้างขวางยิ่งขึ้นนั้น และจะเป็นส่วนช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเราทั้งสองด้วยกัน และจะเอื้ออำนวยผลประโยชน์มากยิ่งขึ้นให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

อาจารย์และนักศึกษาทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอแนะนำสภาพคร่าวๆ ของจีนแค่นี้ ก่อนจบ ข้าพเจ้าใคร่ขอขอบคุณ ฯพณฯ พลโท รณจักกร ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร อาจารย์ทั้งหลายและนักศึกษาทุกคนที่ได้ให้โอกาสและร่วมฟังการบรรยายสรุปในวันนี้ และขออวยพรให้วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรของท่านประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น เพื่ออบรมข้าราชการและนายทหารที่เป็นบุคลากรชั้นสูงและยอดเยี่ยมมากขึ้นให้ประเทศของท่าน ขอให้วิทยาลัยของท่านจะมีการแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศของจีนมากยิ่งขึ้น และขอให้นักศึกษาที่จะเดินทางไปศึกษาดูงานประเทศจีนในเร็วๆนี้ จะมีความสุขสบายในระหว่างพำนักอยู่ในประเทศจีน และมีความเข้าใจสภาพความเป็นจริงของประเทศจีนมากขึ้นในการทัศนศึกษาครั้งนี้

ขอขอบคุณ ต่อไปนี้ถ้าท่านไหนมีคำถาม ข้าพเจ้ายินดีที่จะตอบ

Suggest To A Friend
  Print