Home > ข่าวสารสถานทูต
คำกล่าวหาและข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน
2020/07/24

ในช่วยระยะเวลาไม่นานมานี้ มีชาวอเมริกันและชาวตะวันตกบางคนใช้ประเด็นเรื่องฮ่องกง เรื่องการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 เรื่องซินเจียง ฯลฯ เพื่อกล่าวหาประเทศจีนเรื่องสิทธิมนุษยชน พวกเขาได้เผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ที่แสดงถึงความไม่เข้าใจและความอคติต่อประเทศจีนเป็นจำนวนมาก

ความเข้าใจผิดแม้เพียงน้อยนิดก็อาจทำให้การส่งต่อข้อมูลคลาดเคลื่อนอย่างมากได้ แต่หากการส่งต่อข้อมูลที่ผิดนั้นเป็นการจงใจ ย่อมเป็นการชี้นำผิดๆ และทำให้เข้าใจผิดอย่างมหันต์

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เขียนบทความเรื่อง "คำกล่าวหาและข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน" นี้ขึ้นเพื่อให้ข้อเท็จจริงพร้อมเหตุผลประกอบ

คำกล่าวหาย่อมถูกสยบโดยผู้มีสติปัญญา ความยุติธรรมย่อมสถิตอยู่ในใจคน

คำกล่าวหาที่ 1: กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่ประกาศใช้ในฮ่องกง จะบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของชาวฮ่องกง และละเมิด "กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง"(หรือ ICCPR)

ข้อเท็จจริง:

◆ "กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง" กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การคุ้มครองความมั่นคงแห่งชาติของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงจะต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ปกป้องสิทธิและเสรีภาพที่ผู้อยู่อาศัยในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงพึงมีตามกฎหมายพื้นฐานของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง "กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง" "กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม" ที่ใช้กับฮ่องกง ซึ่งรวมไปถึงเสรีภาพในการแสดงออก สื่อและสิ่งพิมพ์ เสรีภาพในการสมาคม การชุมนุม การเดินขบวนและการประท้วง

◆กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่ของฮ่องกงมุ่งเป้าไปที่การก่ออาชญากรรม 4 ประเภทเท่านั้น ได้แก่การแบ่งแยกดินแดน การล้มล้างอำนาจรัฐ การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับต่างประเทศหรืออิทธิพลภายนอกประเทศที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยต้องการลงโทษกลุ่มอาชญากรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติซึ่งเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยนิดเท่านั้น ขณะเดียวกันยังต้องการปกป้องชาวฮ่องกงส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ อีกทั้งคุ้มครองความปลอดภัยและสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายของชาวฮ่องกงส่วนใหญ่

◆รัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศทั่วโลกต่างก็มีบทบัญญัติว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนจะต้องไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ใน "กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง" มีบทบัญญัติไว้ว่า สิทธิและเสรีภาพด้านต่างๆ เช่นการนับถือศาสนา การแสดงออก ชุมนุมอย่างสงบ และการถูกสอบสวนแบบเปิดเผย อาจถูกจำกัดได้หากมีเหตุผลด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของสังคม เป็นต้น นอกจากนี้ ใน "อนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" เองก็มีบทบัญญัติลักษณะนี้เช่นกัน

คำกล่าวหาที่ 2: กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงอาจมีคดีอาชญากรรมที่จงใจทำให้คลุมเครือ และถูกหน่วยงานด้านความมั่นคงแห่งชาติของจีนใช้เพื่อปราบปรามประชาชน

ข้อเท็จจริง:

◆กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงมุ่งเป้าไปที่การก่ออาชญากรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง 4 ประเภทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าการละเมิดความมั่นคงของชาติของสหรัฐฯ อังกฤษและประเทศอื่นๆ ที่มีอยู่หลายสิบประเภท กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีข้อกำหนดในการบังคับใช้อย่างชัดเจน โดยการดำเนินการทางกฎหมายทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด สอดคล้องกับเจตนารมณ์และขั้นตอนการปฏิบัติของกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิและผลประโยชน์ของบุคคลหรือองค์กรใดๆ กฎหมายที่เกี่ยวข้องยังกำหนดให้สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติประจำฮ่องกงต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ยอมรับการถูกตรวจสอบตามกฎหมาย และนอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงด้วย

◆สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย เป็นต้น ต่างก็ได้สร้างระบบกฎหมายที่เข้มงวดเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและไม่มีการอ่อนข้อต่อการกระทำผิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างแน่นอน

คำกล่าวหาที่ 3: กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงทำให้บริษัทต่างชาติในฮ่องกงยากที่จะดำเนินธุรกิจโดยเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักปฏิบัติของสหประชาชาติว่าการดำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชนได้

ข้อเท็จจริง:

◆กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงมุ่งเป้าไปที่การก่ออาชญากรรม 4 ประเภทเท่านั้น ได้แก่การแบ่งแยกดินแดน การล้มล้างอำนาจรัฐ การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับต่างประเทศหรืออิทธิพลภายนอกประเทศที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เห็นได้ชัดว่าการกระทำผิดเหล่านี้มิใช่สิ่งที่บริษัทต่างชาติหรือชาวต่างชาติในฮ่องกงที่เคารพกฎหมายจะกระทำหรือมีส่วนร่วมได้ บริษัทข้ามชาติในฮ่องกงที่เคารพกฎหมายล้วนต้องการให้ฮ่องกงฟื้นฟูเสถียรภาพและความสงบเรียบร้อย หลังจากประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวแล้ว จะทำให้บริษัทในฮ่องกงสามารถปฏิบัติตามภารกิจด้านสิทธิมนุษยชนได้มากยิ่งขึ้น

คำกล่าวหาที่ 4: ตำรวจฮ่องกงใช้กำลังเกินเหตุโดยไม่มีการลงโทษ (รวมถึงการใช้สารเคมีกับผู้ประท้วง การลวนลามและล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้ประท้วงหญิงและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขภายในสถานีตำรวจ ฯลฯ )

ข้อเท็จจริง:

◆ในระหว่างเกิดการประท้วงคัดค้านการแก้ไขกฎหมายในฮ่องกง ตำรวจฮ่องกงต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงหลายร้อยครั้งและกินเวลายืดเยื้อหลายเดือน แต่ตำรวจฮ่องกงก็ได้รักษากฎหมายและดำเนินการตามแนวปฏิบัติของตำรวจ ถึงแม้ผู้ประท้วงจะยกระดับการใช้อาวุธอย่างต่อเนื่อง คือจากช่วงแรกที่ใช้ก้อนหิน แท่งเหล็ก เป็นต้น มาใช้ลูกเหล็กที่ยิงด้วยหนังสติ๊ก การติดมีดไว้ที่ปลายร่ม และแม้แต่ใช้สารเคมีอันตราย แต่กองกำลังตำรวจฮ่องกงยังคงรักษาความสงบ ใช้เหตุผลและความยับยั้งชั่งใจได้เสมอ ยึดหลักไม่ใช้กำลังก่อน จะใช้กำลังเมื่อจำเป็นต้องตอบโต้การถูกโจมตีด้วยกำลังหรือมีพฤติกรรมรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติตามมาตรฐานสากล แม้ต้องเผชิญกับอาวุธอันตรายต่อชีวิตและพฤติกรรมความรุนแรงที่ละเมิดกฎหมาย กองกำลังตำรวจฮ่องกงยังคงใช้ความอดทน ใช้กฎหมายอย่างมีอารยะและเป็นมืออาชีพอย่างมาก ในฮ่องกงไม่มีผู้ประท้วงเสียชีวิตเนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จวบจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2563 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 590 นายได้รับบาดเจ็บระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย

◆ในทางกลับกัน ข้อเปรียบเทียบที่เห็นได้ชัดเจนกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างมืออาชีพของตำรวจฮ่องกงคือการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจสหรัฐอเมริกาที่ใช้ความรุนแรงถึงชีวิต เหตุการณ์ที่ตำรวจสหรัฐลั่นไกใส่ผู้ต้องสงสัยกลายเป็นภาพที่เห็นจนชินตา เฉพาะปี 2562 ก็มีมากถึง 1,004 เหตุการณ์ และปี 2563 แค่กลางเดือนมิถุนายนมีผู้เสียชีวิตทั่วสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 13 รายจากการประท้วงกรณีการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนและอีกกว่า 13,500 คนถูกจับกุม ในจำนวนนี้ ลินดา ทิราโดนักเขียนอิสระและนักข่าววัย 37 ปี ถูกกระสุนยางของตำรวจยิงเข้าที่ดวงตาในระหว่างที่เธอกำลังรายงานการประท้วงของมินนิอาโปลิส ส่งผลให้เธอต้องสูญเสียดวงตาไปหนึ่งข้างตลาดชีวิต

คำกล่าวหาที่ 5: รัฐบาลจีนปราบปรามการประท้วงและการเผยแพร่ประชาธิปไตยในฮ่องกง

ข้อเท็จจริง:

◆ข้อเท็จจริงที่ปรากฏนับตั้งแต่ฮ่องกงกลับสู่มาตุภูมิได้พิสูจน์แล้วว่าพลเมืองฮ่องกงได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพด้านสื่อและสิ่งพิมพ์ เสรีภาพในการสมาคม การชุมนุม การเดินขบวนและการประท้วงตามกฎหมาย

◆นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 ที่เกิดการประท้วงเรื่องการแก้ไขกฎหมาย ได้มีผู้ประท้วงบางคนเจตนาสร้างความรุนแรงซึ่งเกินเลยขอบเขตของการประท้วงอย่างสันติและการแสดงออกอย่างอิสระโดยสิ้นเชิง กลายเป็นการละเมิดกฎหมายด้วยความรุนแรงอย่างสุดโต่ง ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง เป็นการคุกคามความปลอดภัยของประชาชนอย่างร้ายแรง อีกทั้งท้าทายอำนาจอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติอย่างเปิดเผย ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจน มีหลักฐานชัดแจ้ง และเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายอย่างยิ่ง

◆ในสังคมที่มีอารยธรรมซึ่งปกครองตามหลักนิติธรรมนั้น การเรียกร้องอย่างสันติและใช้เหตุผลถือเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานและเป็นสิ่งที่พึงมี แต่การใช้สิทธิจะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่สามารถใช้ความรุนแรงได้ หลักนิติธรรมถือเป็นค่านิยมหลักและเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวของฮ่องกง รากฐานของจิตวิญญาณแห่งหลักนิติธรรมคือกฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ ผู้ละเมิดต้องรับโทษ มีแต่การไม่อ่อนข้อต่อความรุนแรงและอันธพาลเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องหลักนิติธรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยของฮ่องกงได้ ในทางกลับกัน การสนับสนุนหรือการอ่อนข้อต่อความรุนแรงและอันธพาล ถือเป็นการย่ำยีระบอบประชาธิปไตย เสรีภาพ และหลักนิติธรรมอย่างโจ่งแจ้ง

คำกล่าวหาที่ 6: กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงละเมิด "ปฏิญญาร่วมจีน - อังกฤษ"

ข้อเท็จจริง:

◆จีนปกครองฮ่องกงโดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญจีนและกฎหมายพื้นฐานฮ่องกงซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ "ปฏิญญาร่วมจีน – อังกฤษ" ฮ่องกงกลับสู่มาตุภูมิเมื่อปี ค.ศ. 1997 บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายอังกฤษที่ระบุไว้ใน "ปฏิญญาร่วมจีน – อังกฤษ" ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว โดยฝ่ายอังกฤษไม่มีอำนาจอธิปไตย อำนาจการบริหาร และอำนาจการกำกับดูแลฮ่องกงนับตั้งแต่ฮ่องกงกลับสู่มาตุภูมิ

◆ นโยบายพื้นฐานของฮ่องกงที่ระบุใน "ปฏิญญาร่วมจีน – อังกฤษ" เป็นการประกาศนโยบายของฝ่ายจีน ซึ่งได้สะท้อนอยู่ในกฎหมายพื้นฐานที่กำหนดโดยสภาประชาชนแห่งชาติจีนอย่างสมบูรณ์ การประกาศนโยบายที่เกี่ยวข้องของฝ่ายจีนมิได้เป็นข้อผูกพันต่อฝ่ายอังกฤษ อนึ่ง จีนยังคงยึดมั่นในนโยบายเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

คำกล่าวหาที่ 7: กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงเป็นสิ่งที่รัฐบาลกลางของจีนยัดเยียดให้ฮ่องกงเพียงฝ่ายเดียว

ข้อเท็จจริง:

◆กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเป็นเรื่องอธิปไตยและอำนาจส่วนกลางของประเทศ รัฐบาลกลางของจีนมีความรับผิดชอบสูงสุดต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ สภาประชาชนแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจสูงสุดของจีน สภาประชาชนแห่งชาติได้ปรับปรุงและพัฒนาระบบกฎหมายและกลไกการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจีนและกฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง ซึ่งถือเป็นมาตรการจำเป็นของการปิดช่องโหว่ของกฎหมายความมั่นคงของฮ่องกง และจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ อีกทั้งเป็นกลยุทธ์ขั้นพื้นฐานที่จะรักษาเสถียรภาพของระบอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ"

◆ มาตรา 23 ของกฎหมายพื้นฐานฮ่องกงซึ่งเป็นกฎหมายความมั่นคงของฮ่องกงเองและให้ฮ่องกงบัญญัติกฎหมายนี้เอง แต่เกือบ 23 ปีแล้วที่ฮ่องกงกลับสู่มาตุภูมิ กฎหมายนี้ยังคงร่างไม่สำเร็จ เนื่องจากถูกกีดขวางโดยกลุ่มต่อต้านจีนและอิทธิพลจากภายนอกที่เป็นปฏิปักษ์กับจีน ในขณะที่การรักษาความมั่นคงของชาติในฮ่องกงเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตราย รัฐบาลกลางย่อมมีอำนาจและความรับผิดชอบในการปิดช่องโหว่และเติมเต็มจุดบกพร่องอย่างทันท่วงที

◆เขตบริหารพิเศษมาเก๊าได้ร่างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของตนเองจนสำเร็จเมื่อต้นปี 2552 และมีการเดินหน้าศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการบังคับใช้และการรักษาความมั่นคงของชาติอย่างเป็นระบบ ในปี 2561 รัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊าได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลเรื่องการรักษาความมั่นคงแห่งชาติของเขตบริหารพิเศษมาเก๊าขึ้น ชื่อ "คณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติเขตบริหารพิเศษมาเก๊า" อีกทั้งมีการพัฒนาปรับปรุงระบบกฎหมาย กลไกของหน่วยงานกำกับดูแลและระบบปฏิบัติการที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติของมาเก๊าอย่างต่อเนื่อง

◆ในช่วงที่ฮ่องกงอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ กฎหมายการขายชาติของอังกฤษมีผลบังคับใช้ในฮ่องกงด้วย และมีหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะ การกล่าวโทษรัฐบาลกลางจีนเรื่องการผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงจึงเป็นการกล่าวหาที่มีสองมาตรฐานอย่างชัดเจน

คำกล่าวหาที่ 8: ฝ่ายจีนไม่ได้มีการหารือกับชาวฮ่องกงเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ได้ผ่านการมีส่วนร่วมของสาธารณะ

ข้อเท็จจริง:

◆การกำหนดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงสะท้อนถึงเจตนารมณ์ทั่วไปของชาวจีนทั่วไปรวมถึงเพื่อนร่วมชาติในฮ่องกง ในระหว่างกระบวนการร่างกฎหมาย รัฐบาลกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของบุคคลในแวดวงต่างๆ ผ่านช่องทางและวิธีการที่หลากหลาย อาทิเช่น ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่รัฐที่สำคัญของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประธานสภานิติบัญญัติ บุคลากรด้านกฎหมายของฮ่องกง สมาชิกคณะกรรมาธิการกฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง ตลอดจนผู้แทนสภาประชาชนจีน และสมาชิกสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติจีน (CPPCC) เป็นต้น และเมื่อร่างเสร็จแล้วได้มีการพิจารณาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่มาจากรัฐบาลฮ่องกงอย่างละเอียด ยึดหลักความสอดคล้องกับความเป็นจริง และรับฟังข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ มีการปรับปรุงแก้ไขตัวบทกฎหมายซ้ำๆ หลายรอบ เพื่อบัญญัติกฎหมายตามหลักวิทยาศาสตร์ เป็นประชาธิปไตย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

◆หน่วยงานของรัฐบาลกลางที่เกี่ยวข้องได้จัดการบรรยายในฮ่องกง 12 ครั้ง มีผู้แทน 120 คนจากแวดวงต่างๆ เช่นการเมือง กฎหมาย ธุรกิจ การเงิน การศึกษา เทคโนโลยี วัฒนธรรม ศาสนา ยุวชน แรงงาน ฯลฯ ตลอดจนกลุ่มต่างๆในสังคมและในภูมิภาคเข้าร่วม ทั้งหมดได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน สำนักงานประสานงานรัฐบาลกลางประจำฮ่องกงได้รับหนังสือแสดงความคิดเห็นที่ส่งมาจากผู้แทนชาวฮ่องกงในสภาประชาชนแห่งชาติจีน 36 คน และผู้แทนชาวฮ่องกงใน CPPCC อีก 190 คนรวมกว่า 200 ฉบับ นอกจากนี้ ผู้คนจากทุกสาขาอาชีพในฮ่องกงยังสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านอีเมล จดหมายหรือผ่านเว็บไซต์ของสภาประชาชนแห่งชาติจีนได้อีกด้วย

◆หลังจากประกาศการตัดสินใจของสภาประชาชนแห่งชาติแล้ว มีผู้แทนจากทุกสาขาอาชีพในฮ่องกงออกมาแสดงการสนับสนุนทันที ชาวฮ่องกงเกือบ 3 ล้านคนร่วมลงนามสนับสนุนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ และอีกกว่า 1.28 ล้านคนร่วมลงนามออนไลน์เพื่อต่อต้านการแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาและอิทธิพลภายนอกอื่นๆ

คำกล่าวหาที่ 9: การผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกง เท่ากับทำลายหลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" เป็นการทำลายสิทธิสูงสุดในการปกครองตนเองของฮ่องกง

ข้อเท็จจริง:

◆การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องของสภาประชาชนแห่งชาติได้อธิบายอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าจะยึดมั่นในหลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" "ให้ชาวฮ่องกงบริหารฮ่องกงเอง" และ "ให้อำนาจสูงสุดในการปกครองตนเอง" ซึ่งในส่วนนี้ ยังได้ระบุไว้ในมาตราที่ 1 ของกฎหมายอีกด้วย วัตถุประสงค์ของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงคือการอุดช่องโหว่ด้านความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อสร้างรากฐานของ "หนึ่งประเทศ" ให้แข็งแกร่ง ให้ฮ่องกงสามารถได้ประโยชน์สูงสุดจากหลักการ "สองระบบ" ภายใต้การยึดมั่นในหลักการ "หนึ่งประเทศ"

◆หลังผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกง สิทธิและเสรีภาพของชาวฮ่องกงตามกฎหมายจะไม่ได้รับผลกระทบ อำนาจอิสระของตุลาการและอำนาจการตัดสินในขั้นสุดท้ายของฮ่องกงจะไม่ได้รับผลกระทบ แนวทางของหลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" จะไม่เปลี่ยนแปลง ระบบทุนนิยมที่ใช้อยู่ในฮ่องกงจะไม่เปลี่ยนแปลง สิทธิสูงสุดในการปกครองตนเองของฮ่องกงจะไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งระบบกฎหมายของฮ่องกงก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

คำกล่าวหาที่ 10: กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงเป็นอันตรายต่อความรุ่งเรืองและความมั่นคงของฮ่องกง

ข้อเท็จจริง:

◆ในทางตรงกันข้าม กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงจะเอื้อต่อการสร้างความรุ่งเรืองและความมั่งคั่งของฮ่องกง นับตั้งแต่เกิดการประท้วงเรื่องการแก้ไขกฎหมายในฮ่องกงเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 การเคลื่อนไหวเพื่อแยกประเทศและการใช้ความรุนแรงจากอำนาจมืดได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อหลักนิติธรรมและเศรษฐกิจของฮ่องกง อีกทั้งทำลายบรรยากาศทางธุรกิจและภาพลักษณ์ของฮ่องกงในระดับนานาชาติ การผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงก็เพื่อแก้ไขสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อฮ่องกงในการรักษาบรรยากาศทางธุรกิจ พัฒนาบทบาทความเป็นศูนย์กลางทางการเงิน การค้าและการขนส่งของฮ่องกง ตลอดจนเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ หลังผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงแล้ว กลุ่มธุรกิจต่างชาติในฮ่องกง เช่น HSBC, Standard Chartered, Swire, Jardine และอื่นๆ ต่างก็ออกมาแสดงการสนับสนุน โดยเห็นว่าจะส่งผลดีต่อความมั่นคงของฮ่องกงในระยะยาว ซึ่งเรื่องความมั่นคงเป็นเงื่อนไขและรากฐานของการพัฒนาทั้งปวง

◆ในทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์กหรือลอนดอน ไม่มีบรรยากาศทางธุรกิจในประเทศไหนถูกทำลายเนื่องจากการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ จากการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้โดยหอการค้าอเมริกันในฮ่องกงพบว่ากว่า 70% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขาจะไม่ถอนทุนออกจากฮ่องกงและมากกว่า 60% บอกว่าพวกเขาจะไม่ย้ายฐานธุรกิจออกจากฮ่องกง เพราะไม่มีองค์กรธุรกิจใดที่เป็นศัตรูกับโอกาสและผลกำไรอย่างแน่นอน

◆เขตบริหารพิเศษมาเก๊าได้ผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในปี 2552 ตามมาตรา 23 ของกฎหมายพื้นฐาน จากปี 2552 ถึงปี 2562 GDP ของมาเก๊าเพิ่มขึ้น 153% จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 81% และอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสิบปี

คำกล่าวหาที่ 11: จีนพยายามปิดข่าวการเกิดโรคระบาด ทำให้เชื้อแพร่กระจายไปทั่วโลกและมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 10 ล้านคน

ข้อเท็จจริง:

◆รัฐบาลจีนใช้มาตรการป้องกันและควบคุมที่เข้มงวดและรัดกุมที่สุด เพื่อควบคุมเชื้อไวรัสให้อยู่แต่ในอู่ฮั่น ทำให้จำกัดการแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

◆เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม การศึกษาวิจัยที่ดำเนินการโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยจี่หนานในประเทศจีนแสดงให้เห็นว่ามาตรการ "ปิดเมือง" ปิดชุมชน การกักบริเวณและการจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง ฯลฯ ของรัฐบาลจีนช่วยลดอัตราการแพร่เชื้อได้อย่างมาก ทำให้การแพร่กระจายของไวรัสถูกควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพได้ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ต่อมามาตรการสาธารณสุขของประเทศจีนทั้งระดับชาติและระดับมณฑลในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ อาจทำให้คนนอกมณฑลหูเป่ย 1.4 ล้านคนรอดพ้นจากการติดเชื้อและ 56,000 คนไม่ต้องเสียชีวิต รายงานการวิจัยของวารสารวิชาการ "Science" ประมาณการว่ามาตรการป้องกันและควบคุมที่เข้มงวดของจีนได้ลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของจีนได้มากกว่า 700,000 คน คิดเป็นร้อยละ 96 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด

◆เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมระหว่างจีนและองค์การอนามัยโลกว่าด้วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่รวม 25 คนที่ลงพื้นที่สำรวจได้มีการแถลงถึงรายละเอียดมาตรการและผลลัพธ์ของมาตรการต่อสู้กับโรคระบาดของจีนภายในงานแถลงข่าวที่กรุงเจนีวา โดยชี้ว่าเป็นธรรมดาที่เมื่อเกิดโรคระบาดที่คล้ายกับโรคปอดอักเสบจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมีช่วงระยะเวลาที่ผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมาตรการที่แข็งแกร่งของจีนได้ช่วยสกัดการแพร่ระบาดได้อย่างมีนัยสำคัญ ความเข้มแข็งและการเสียสละของชาวจีนได้ช่วยชะลอการแพร่กระจายของโรค ทำให้ทั่วโลกมีช่วงเวลาที่สำคัญที่เรียกกว่า Window period มากขึ้น

◆ขณะปิดเมืองอู่ฮั่นในวันที่ 23 มกราคม ในสหรัฐอเมริกามีผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 เพียง 1 ราย และเมื่อสหรัฐอเมริกาปิดพรมแดนกับประเทศจีนในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพียง 11 ราย จากรายงานที่มีการเปิดเผยสู่สาธารณะพบว่า ในแคนาดา ฝรั่งเศส รัสเซีย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศนั้น ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้ติดเชื้อจากประเทศจีน

◆นายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกากล่าวว่า การวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นแสดงให้เห็นว่าเชื้อไวรัสโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตัวแรกในรัฐนิวยอร์กไม่ได้มาจากจีน เดอะนิวยอร์กไทมส์ได้อ้างถึงผลวิจัยของผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันที่ยืนยันว่าเชื้อไวรัสที่ระบาดในนิวยอร์กไม่ได้มาจากทวีปเอเชีย และจากสถิติของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคในหลายรัฐใหญ่ของแคนาดาแสดงให้เห็นว่านักเดินทางชาวอเมริกันเป็นผู้นำเอาเชื้อไวรัสตัวใหม่นี้เข้าไปในแคนาดา

◆ในวันที่ 21 พฤษภาคม นายแพทย์จากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้ตีพิมพ์บทความในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (JEJM) ชี้ว่า ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ถึง 9 มีนาคมปีนี้ หน่วยงานสาธารณสุข 9 แห่งในซีแอตเทิลได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ขั้นรุนแรงรวม 24 ราย และทั้งหมดไม่มีประวัติการเดินทางในประเทศจีน เกาหลีใต้ อิตาลีและอิหร่าน และไม่มีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่เดินทางไปยังประเทศข้างต้น จึงไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของเชื้อได้

◆เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ และ Cog-UK ซึ่งเป็นสถาบันด้านการวิจัยทางวิชาการได้ร่วมกันออกรายงานโดยระบุว่า จากการเรียงลำดับยีนของเชื้อโควิด-19 ที่เก็บตัวอย่างมาจากผู้ติดเชื้อกว่า 20,000 รายในสหราชอาณาจักรพบว่าทั้งหมดมีห่วงโซ่การแพร่เชื้ออย่างน้อย 1356 ห่วงโซ่ และเมื่อติดตามแหล่งที่มาของห่วงโซ่เหล่านี้ย้อนขึ้นไปอีกจะพบว่ามีเพียง 0.08% ที่มาจากประเทศจีนซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก รายงานชิ้นนี้ยังระบุว่าผู้ติดเชื้อรายแรกๆ ในสหราชอาณาจักรที่รับเชื้อมาจากประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชียมีสัดส่วนเพียงน้อยนิดเท่านั้น

◆ เมื่อไม่นานมานี้ "นิวยอร์กไทม์ส" ได้เผยแพร่บทความชื่อ "Why Is the United States Exporting Coronavirus?" (เหตุใดสหรัฐอเมริกาจึงส่งออกโคโรนาไวรัส) ในบทความชี้ให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในโลกกำลังพยายามส่งผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายนับพันคนกลับประเทศต้นทาง ซึ่งในจำนวนนี้มีจำนวนไม่น้อยที่ติดเชื้อแล้ว ตามรายงานยังระบุว่ารายงานของรัฐบาลกัวเตมาลาในช่วงสิ้นเดือนเมษายนได้ระบุว่า หนึ่งในห้าของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศมีความเกี่ยวข้องกับการเนรเทศประชาชนออกจากสหรัฐอเมริกา

คำกล่าวหาที่ 12: มาตรการปิดเมืองอู่ฮั่นถือเป็นการละเมิดเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชน

ข้อเท็จจริง:

◆เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เป็นเมืองแรกที่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ อู่ฮั่นจึงได้ใช้มาตรการควบคุมการเข้าออกของบุคคลเป็นการชั่วคราวและดำเนินการอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยการระงับการเดินทางทั้งรถประจำทางสาธารณะ รถไฟใต้ดิน เรือข้ามฟากและรถขนส่งระหว่างเมือง ปิดสนามบิน รถไฟและซุปเปอร์ไฮเวย์ชั่วคราว นี่เป็นมาตรการสำคัญในการจำกัดแหล่งการแพร่ระบาดของโรค หยุดการแพร่เชื้อและป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการส่งออกเชื้อโรคไปยังพื้นที่อื่นของประเทศจีนและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลดีต่อการป้องกันและควบคุมโรคระบาด

◆อู่ฮั่นมีประชากรมากกว่า 11 ล้านคน การปิดเมืองขนาดใหญ่เช่นนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนได้ใช้มาตรการหลากหลายเพื่อลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด ให้ประชาชนมีการเดินทางที่จำเป็นได้ สามารถทำการขนส่งเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในปริมาณที่เพียงพอ ในช่วงที่มีการระบาดของโรค ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงได้ลงพื้นที่อู่ฮั่นเพื่อเยี่ยมประชาชนและสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของผู้คน โดยได้เน้นย้ำว่าต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

◆รัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมที่เข้มงวดและรัดกุมมากที่สุดจนสามารถหยุดการแพร่กระจายของไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง เมื่อวันที่ 25 มกราคม ดร. Gauden Galea ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศจีนได้กล่าวขณะให้สัมภาษณ์ว่ามาตรการปิดเมืองอู่ฮั่นสามารถควบคุมการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเสียสละในระยะสั้นๆ จะช่วยส่งเสริมความปลอดภัยด้านสาธารณสุขของทั่วโลก

◆สิทธิการมีชีวิตเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับชีวิตประชาชนมาเป็นอันดับแรก จึงได้ระงับกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจเพื่อปกป้องสุขอนามัยในชีวิตของผู้คน ใช้มาตรการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด เช่นมาตรการกักตัว เป็นต้น ปฏิบัติตามคำแนะนำที่เป็นมืออาชีพของ WHO ดำเนินมาตรการตามหลักวิทยาศาสตร์ หยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ไม่ว่าจะต้องใช้ต้นทุนเท่าไหร่ก็ต้องรักษาชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุด ให้ผู้ติดเชื้อทุกคนได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ไม่เว้นแม้แต่ผู้สูงอายุวัย 108 ปี และทารกที่เพิ่งคลอดเพียง 30 ชั่วโมง นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด มณฑลหูเป่ยสามารถรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอายุมากกว่า 80 ปีได้มากกว่า 3,000 คน และอายุมากกว่า 100 ปีได้ 7 คน ผู้ป่วยสูงอายุหลายท่านเหมือนได้ชีวิตใหม่กลับคืนมา มีชายอายุ 70 ปีที่ติดเชื้อท่านหนึ่ง หลังจากติดเชื้อแล้วเขาได้รับการดูแลจากแพทย์กว่า 10 คนและต่อเนื่องหลายสิบวันจนในที่สุดก็ช่วยชีวิตเขาไว้ได้ ส่วนค่ารักษาเกือบ 1.5 ล้านบาทรัฐบาลออกให้ทั้งหมด

◆รัฐบาลสหรัฐมิได้แก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่กลับกลบเกลื่อนความรุนแรงของสถานการณ์ อีกทั้งผลักความรับผิดชอบ ส่งผลให้เกิดการระบาดในวงกว้างและรุนแรง เป็นภัยคุกคามอย่างรุนแรงต่อชีวิตและสุขอนามัยของประชาชน เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะตกต่ำ และเกิดความวุ่นวายทางสังคม เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผลจากแนวคิด "รัฐบาลต้องมาก่อน" จวบจนวันที่ 30 มิถุนายน มีผู้ติดเชื้อสะสมในสหรัฐอเมริกามากกว่า 2.68 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตเกือบ 130,000 ราย หรือทุกๆ 1 ล้านคนจะมีผู้เสียชีวิตถึง 387 ราย สถิติเหล่านี้สูงกว่าประเทศจีนถึง 30 เท่า 27 เท่าและ 129 เท่าตามลำดับ โรเบิร์ต เรดฟิลด์ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เปิดเผยว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่แท้จริงในสหรัฐอเมริกาอาจสูงกว่าตัวเลขที่ยืนยันแล้วถึง 10 เท่า หรือมีกว่า 20 ล้านคน

◆กลุ่มเสี่ยงในสหรัฐอเมริกากำลังได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากภายใต้สถานการณ์โรคระบาด เว็บไซต์ New York Times รายงานเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมว่ามีผู้อยู่อาศัยและพนักงานที่อาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราในสหรัฐอเมริกาอย่างน้อย 28,100 คนเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสามของผู้เสียชีวิตทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาในเวลานั้น สถิติที่เผยแพร่โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า ณ วันที่ 13 พฤษภาคม ผู้เสียชีวิตจากเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันถึง 22.4% ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่มีสัดส่วน 12.5% ของประเทศแล้วถือเป็นตัวเลขที่สูงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนชาวอเมริกันเชื้อสายละตินอเมริกาก็กำลังได้รับความทุกข์ทรมานจากการติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคระบาดเช่นกัน ตามรายงานผู้เสียชีวิตโดยแยกตามเชื้อสายของมหานครนิวยอร์กเมื่อต้นเดือนเมษายนพบว่า มีผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายละตินอเมริกาสูงถึง 34%

◆จากการต่อสู้กับโรคระบาดของประเทศอื่นสามารถพิสูจน์ได้ว่ามาตรการควบคุมที่ดำเนินการโดยจีนเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดต่อการช่วยเหลือชีวิตประชาชน เว็บไซต์ New York Times รายงานเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมว่า ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าความล่าช้าของมาตรการรับมือของสหรัฐอเมริกาทำให้ผู้คนอย่างน้อย 36,000 คนต้องเสียชีวิต หากรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินการควบคุมเร็วขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ถึง 36,000 คน และหากรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินการควบคุมเร็วขึ้นสองสัปดาห์ จะทำให้คน 83% ที่เสียชีวิตรอดพ้นจากความตายได้

คำกล่าวหาที่ 13: ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 รัฐบาลจีนได้คุกคามผู้สื่อข่าวและบุคลากรทางการแพทย์ที่ใช้สิทธิ์ในการแสดงออกทางออนไลน์ จงใจปิดบังข้อมูล

ข้อเท็จจริง:

◆ทุกประเทศล้วนมีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการยืนยันและการเผยแพร่ข้อมูลโรคติดต่อ นี่คือแนวปฏิบัติสากล "กฎหมายการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อของสาธารณรัฐประชาชนจีน" มีข้อกำหนดและขั้นตอนที่เข้มงวดสำหรับการรายงาน การตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลการเกิดโรคระบาด

◆การเปิดเผยและความโปร่งใสของข้อมูลเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการต่อสู้กับโรคระบาด ดังนั้น คณะกรรมการสุขภาพและสวัสดิการแห่งชาติจึงมีการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลผู้ป่วยยืนยันของแต่ละมณฑลทั่วประเทศเป็นประจำทุกวันเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ หากมีการรายงานอันเป็นเท็จหรือรายงานผิดพลาดจะต้องมีผู้รับผิดชอบ ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนมีการควบคุมอินเทอร์เน็ตรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ตามกฎหมาย บนโลกอินเทอร์เน็ตของจีนมักจะพบการเผชิญหน้าของความเห็นที่แตกต่างกัน รัฐบาลจีนส่งเสริมให้ประชาชนและสื่อสามารถติดตามตรวจสอบรัฐบาลได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต่อต้านพฤติกรรมผิดกฎหมาย เช่นการสร้างและเผยแพร่ข่าวปลอม การสร้างความแตกตื่น และการก่อกวนความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม เป็นต้น

◆ในประเทศจีน ไม่มีผู้ใดถูกลงโทษหรือต้องโทษทางอาญาเนื่องจากการแสดงความคิดเห็น กฎหมายอาญาของจีนกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่าการกระทำลักษณะใดบ้างที่เข้าข่ายทำผิดกฎหมายอาญา การถูกตัดสินให้ลงโทษจะต้องเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอาญาเท่านั้น มีคนเพียงไม่กี่คนที่มีเจตนาแอบแฝงโดยสร้างข่าวลือว่าพวกเขาต้องโทษอาญาในประเทศจีนเพียงเพราะได้แสดงความคิดเห็นของตน ข่าวลือเหล่านี้คงไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นจริงได้

◆นับตั้งแต่มีการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 งานด้านการป้องกันโรคระบาดของรัฐบาลจีนได้ดำเนินการอย่างเปิดเผยและโปร่งใสมาโดยตลอด และประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ประเทศจีนเป็นประเทศที่ปกครองตามหลักนิติธรรม ไม่ว่าจะในยามสงบหรือการต่อสู้กับสถานการณ์โรคระบาด การปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานด้านความมั่นคงจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจัดการกับพฤติกรรมการละเมิดกฎหมายทุกประเภทตามกระบวนการทางกฎหมาย

คำกล่าวหาที่ 14: จีนคุมขังนายแพทย์หลี่ เหวินเลี่ยงและคนอื่นๆ ที่ออกมาเตือนเรื่องการตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ข้อเท็จจริง:

◆ นายแพทย์หลี่ เหวินเลี่ยงเป็นจักษุแพทย์ เขาไม่ใช่คนแรกที่ออกมาเตือนเรื่องการพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และไม่ได้ถูกคุมขัง แต่คนแรกที่รายงานคือนายแพทย์ทางเดินหายใจนามว่าจาง จี้เซียน และนายแพทย์จาง จี้เซียนก็ได้รับประกาศยกย่องเชิดชูแล้ว

◆ บ่ายวันที่ 30 ธันวาคม (3 วันหลังจากนายแพทย์จาง จี้เซียนรายงานพบผู้ต้องสงสัย และหนึ่งวันก่อนที่อู่ฮั่นออกประกาศ) นายแพทย์หลี่ เหวินเลี่ยงได้พิมพ์ข้อความลงในกลุ่ม WeChat ของเพื่อนร่วมชั้นว่า "พบผู้ป่วยยืนยันว่าเป็นโรค SARS จำนวน 7 ราย" พร้อมขอความร่วมมืออย่าเผยแพร่ข่าวสารสู่ภายนอก แต่ภาพหน้าจอ WeChat นั้นก็ถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดความตื่นตระหนกอย่างมาก ในวันที่ 3 มกราคม ตำรวจอู่ฮั่นได้เชิญตัวเขาไปทำความเข้าใจที่สถานีตำรวจและได้ออกหนังสือตักเตือน ต่อมาในช่วงกลางเดือนมกราคม นายแพทย์หลี่ เหวินเลี่ยงโชคร้ายที่ติดเชื้อ ก่อนจะถูกยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 ในวันที่ 31 มกราคม การรักษานายแพทย์หลี่ไม่เป็นผลและเขาเสียชีวิตในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ในวันนั้นคณะกรรมการสุขภาพและสวัสดิการแห่งชาติได้จัดพิธีไว้อาลัยการจากไปของเขา ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกำกับดูแลของรัฐได้ตั้งทีมสอบสวนลงพื้นที่สอบสวนกรณีของนายแพทย์หลี่ เหวินเลี่ยง วันที่ 19 มีนาคมทีมสืบสวนได้สรุปผลการสอบสวนและจัดแถลงข่าว ในวันเดียวกันสำนักความปลอดภัยสาธารณะอู่ฮั่นได้แจ้งผลการพิจารณาที่เกี่ยวข้องพบว่า การออกหนังสือตักเตือนนายแพทย์หลี่ เหวินเลี่ยงนั้นถือเป็นข้อผิดพลาดในการบังคับใช้กฎหมายและได้เพิกถอนหนังสือตักเตือนแล้ว

◆เมื่อวันที่ 5 มีนาคมนายแพทย์หลี่ เหวินเลี่ยงได้รับรางวัล "บุคลากรยอดเยี่ยมแห่งชาติในด้านการป้องกันและควบคุมโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่" วันที่ 2 เมษายนได้รับการพิจารณาให้รับรางวัล "บุคคลวีรบุรุษ" และในวันที่ 28 เมษายนก็ได้รับรางวัล "เหรียญเกียรติยศ 4 พฤษภาคม"

◆ หลี่ เหวินเลี่ยงเป็นแพทย์ที่ดี อีกทั้งเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การประกาศให้นายแพทย์หลี่เป็น "ฮีโร่" หรือ "ผู้ตื่นรู้" ของประเทศขั้วตรงข้ามนั้นนับเป็นการกระทำที่ไม่เคารพนายแพทย์หลี่และครอบครัว และเป็นเกมการเมืองที่ไร้คุณธรรมอย่างยิ่ง ตามที่ได้มีสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เสนอเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมว่าให้เปลี่ยนชื่อถนนหน้าสถานทูตจีนในสหรัฐอเมริกาเป็น "จัตุรัสหลี่ เหวินเลี่ยง" นั้น มาดามฟู่ เสี่ยเจี๋ย ภรรยาของนายแพทย์หลี่ได้โพสทาง Weibo ว่า "เหวินเลี่ยงเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เขารักประเทศบ้านเกิดมาก หากเขายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่มีทางอนุญาตให้ใครนำชื่อของตนมาทำร้ายประเทศบ้านเกิดของตนอย่างแน่นอน"

คำกล่าวหาที่ 15: จีนอาศัยสถานการณ์โรคระบาดใช้เทคโนโลยี Big Data ติดตามตรวจสอบประชาชนในวงกว้าง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิด้านข้อมูลส่วนตัวของประชาชน

ข้อเท็จจริง:

◆ในช่วงแรกของการเกิดโรคระบาด ประเทศจีนซึ่งมีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคนกำลังอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเทศกาลที่มีเดินทางของผู้คนมากที่สุดในโลก ทำให้การป้องกันและควบคุมโรคดำเนินการได้อย่างยากลำบาก ประเทศจีนได้ใช้เทคโนโลยี Big Data, AI, 5G และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เรียกว่า "ปัญญาจีนประดิษฐ์" เข้ามาช่วยในการป้องกันและควบคุมโรค ด้วยการสร้างระบบที่เรียกว่า "รหัสสุขภาพ" ซึ่งต่อมากลายเป็นตัวช่วยที่ดีมากสำหรับการป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ทำให้การจราจรสะดวก และผู้คนสามารถกลับไปทำงานตามปกติได้อีกครั้ง สำหรับ "รหัสสุขภาพ" นี้ยังถูกนำไปใช้ในต่างประเทศอีกด้วย เพียงวันแรกของการเปิดใช้งานในต่างประเทศก็มีผู้ลงทะเบียนขอใช้หลายหมื่นคน และเราพบว่ามีหลายประเทศได้นำวิธีการและประสบการณ์ของจีนไปใช้ในการต่อสู้กับโรคระบาดในประเทศของตนเองอีกด้วย

◆รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของประชาชน และมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงระบบกฎหมายและข้อบังคับให้สอดคล้องกับการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของบุคคล "ประมวลกฎหมายแพ่ง" "กฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์" "ข้อบังคับคณะกรรมาธิการประจำสภาประชาชนแห่งชาติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลไซเบอร์" และกฎหมายข้อบังคับอื่นๆ ต่างก็มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรวบรวม การใช้และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลไว้อย่างชัดเจน

◆จีนขอแสดงความกังวลอย่างใจจริงเกี่ยวกับการเฝ้าระวังทางอิเล็กทรอนิกส์ในวงกว้างและการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลระดับโลกที่ดำเนินการโดยประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการละเมิดอธิปไตยของชาติและสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะข้อมูลส่วนตัว จีนสนับสนุนให้สหประชาชาติดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศที่เกี่ยวข้องดำเนินการเฝ้าระวังทางอิเล็กทรอนิกส์ในวงกว้างและเก็บข้อมูลส่วนบุคคลในระดับโลก การตรวจสอบการสื่อสารของบุคคลอย่างผิดกฎหมายหรือโดยพลการไม่เพียงแต่ละเมิดสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในการแสดงความเห็น การเข้าสมาคม การชุมนุม และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารซึ่งใช้ระบบอินเทอร์เน็ตและมีความเป็นสากลอย่างมากทำให้การเฝ้าระวังทางอิเล็กทรอนิกส์ในวงกว้างไม่เพียงแต่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของพลเมืองในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเหยียบย่ำสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศอื่นๆ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นๆ ซึ่งละเมิดวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติว่าด้วยการเคารพในอำนาจอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น เป็นต้น

◆หลังเหตุการณ์ 9·11 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้ "รัฐบัญญัติความรักปิตุภูมิ (PATRIOT Act)" โดยกำหนดให้บริษัทเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต้องรายงานข้อมูลผู้ใช้เป็นประจำ เมื่อโครงการ "ปริซึม" ของสหรัฐอเมริกาถูกเปิดโปง ภายใต้การสอดส่องดูแลของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ ทำให้ไม่มีใครเชื่อว่าการพูดคุยโทรศัพท์ การส่งสาร เอกสารและเสียงพูดคุยของชาวอเมริกันจะมีความเป็นส่วนตัว แม้แต่การพูดคุยทางโทรศัพท์ของผู้นำประเทศที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกายังถูกดักฟังโดยสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลานาน ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ดำเนินการสอดส่องทางอินเทอร์เน็ตและการโจรกรรมทางไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สหรัฐอเมริกาเป็น "จักรวรรดิแฮ็กเกอร์" ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ สหประชาชาติจึงได้ลงมติผ่านข้อเสนอเรื่อง "ความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิตอล" ที่เสนอโดยประเทศในยุโรป

◆ในปัจจุบันภัยคุกคามและความเสี่ยงทางไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน และปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์เช่นการละเมิดข้อมูลส่วนตัวกำลังเกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวผ่านกลไกของกฎหมายและทางเทคนิค "กฎหมายความปลอดภัยอินเทอร์เน็ต" และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้บัญญัติเรื่องการรวบรวม การใช้ และการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้อย่างชัดเจน มีการปราบปรามการทำผิดกฎหมายและอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลทางอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจัง จีนยังคงยึดมั่นเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ บนพื้นฐานของการเคารพระหว่างกันและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมกันจัดการกับภัยคุกคามและความท้าทายของความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ เพื่อสร้างชุมชนแห่งโชคชะตาร่วมบนโลกไซเบอร์ร่วมกัน

คำกล่าวหาที่ 16: "ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพในซินเจียง" เป็น "ค่ายกักกัน" และได้กักกันชาวอุยกูร์มากกว่า 1 ล้านคน

ข้อเท็จจริง:

◆ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพซินเจียงซึ่งก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายนั้นมีวัตถุประสงค์ไม่แตกต่างจาก "Community correction" ที่ผลักดันโดยสหรัฐอเมริกา หรือโครงการ DDP ของสหราชอาณาจักรและศูนย์ขจัดความสุดโต่งของฝรั่งเศส ทั้งหมดล้วนเป็นความพยายามที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการก่อการร้ายและขจัดพฤติกรรมสุดโต่ง สอดคล้องกับหลักการและเจตนารมณ์ของ "ยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายสากลแห่งสหประชาชาติ"

◆งานด้านการฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพในซินเจียงยึดมั่นในหลักนิติธรรมและการต่อต้านการก่อการร้ายสากล ตลอดจนการละลายพฤติกรรมสุดโต่ง มีพื้นฐานและกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจน มิได้มุ่งเป้าไปที่พื้นที่ กลุ่มชาติพันธุ์ หรือศาสนาใดโดยเฉพาะ ข้อกล่าวหาที่ว่าต้องการ "ปราบปรามชนกลุ่มน้อย" "ทำลายชาวมุสลิม" นั้นไม่เป็นความจริงแต่ประการใด

◆ คำกล่าวที่ว่ามีชาวอุยกูร์เกือบหนึ่งล้านคนถูกกักตัวนั้นเป็นข่าวลือโดยแท้ มีที่มาจากงานวิจัยที่เต็มไปด้วยข้อครหาสองชิ้น

ชิ้นแรกสนับสนุนโดยรัฐบาลสหรัฐฯ คือ "ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนจีน (CHRD)" งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการสัมภาษณ์บุคคลเพียง 8 คนเท่านั้น และ CHRD ได้นำข้อมูลที่ไร้สาระนี้ไปเทียบสัดส่วนกับประชากรทั้งหมดของซินเจียง และเขียนบทสรุปอย่างหยาบคายว่ามีผู้คนกว่า 1 ล้านคนถูกควบคุมตัวใน "ค่ายกักกัน" และอีก 2 ล้านคนถูกบังคับให้เข้าร่วมหลักสูตรการศึกษาของศูนย์นี้ในเวลากลางวันหรือกลางคืน

ชิ้นที่สองมีที่มาจากคริสเตียนนิกายฟันดาเมนทัลลิสท์ซึ่งมีแนวคิดขวาจัด นามว่าเจิ้ง กั๋วเอิน (Adrian Zenz) "grayzone" ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวอิสระของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า เจิ้ง กั๋วเอินเป็นนักวิจัยอาวุโสเกี่ยวกับประเด็นเรื่องประเทศจีนของ "มูลนิธิเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากลัทธิคอมมิวนิสต์" ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2526 และเป็นตัวตั้งตัวตีของกลุ่มวิจัยเกี่ยวกับศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพซินเจียงที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของหน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกา เจิ้งเชื่อว่าตนเองได้รับการชี้นำจากพระเจ้าให้รับภารกิจในการต่อต้านประเทศจีน

ในเดือนกันยายน 2561 เจิ้งได้ตีพิมพ์บทความในนิตยสาร "สำรวจเอเชียกลาง" โดยระบุว่า "คาดว่าจำนวนผู้ต้องขังในซินเจียงทั้งหมดมีมากกว่า 1 ล้านคน" แต่จากการตรวจสอบของ "grayzone" พบว่าเจิ้งได้รับตัวเลขนี้มาจากรายงานของสื่อพลัดถิ่นของชาวอุยกูร์ในประเทศตุรกีที่ชื่อว่า Istiqlal TV แต่จากการตรวจสอบของ "grayzone" เองพบว่า Istiqlal TV ไม่ได้เป็นองค์กรสื่อมวลชนแต่อย่างใด หากแต่มีการดำเนินกิจการด้านการส่งเสริมการแบ่งแยกดินแดน และให้ที่พักพิงแต่กลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มต่างๆ และนาย Abdukadir Uapqan ผู้นำขององค์กรก่อการร้าย "East Turkistan" ก็เป็นแขกประจำของที่นี่ บางทีแหล่งข้อมูลที่ตนอ้างมานั้น แม้แต่เจิ้งเองยังรับไม่ได้ เจิ้งจึงออกมายอมรับว่าการคาดการณ์ของตนเองไม่น่าเชื่อถือ แม้กระนั้น ในเดือนพฤศจิกายน 2562 เจิ้งก็ได้นำการคาดการณ์ของตนเองออกมากล่าวอีกครั้งว่าจีนได้คุมขังผู้คนไว้มากถึง 1.8 ล้านคน

คำกล่าวหาที่ 17: "ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพในซินเจียง" ทำการปลูกฝังแนวคิดทางการเมืองและข่มขู่ต่อชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ

ข้อเท็จจริง:

◆เนื้อหาการอบรมของ "ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพในซินเจียง" ได้แก่ภาษากลางของประเทศ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ทักษะด้านอาชีพและการละลายพฤติกรรมสุดโต่งเป็นหลัก ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาการไม่รู้ภาษากลาง การขาดความรู้ด้านกฎหมายและความสามารถในการประกอบอาชีพ ตลอดจนการรับแนวคิดหัวรุนแรงทางศาสนา วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการก่อการร้ายและลัทธิความรุนแรงทางศาสนา ไม่ใช่การปลูกฝังทางการเมืองหรือการข่มขู่แต่อย่างใด

◆จากการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ จะทำให้ผู้รับการอบรมหลุดพ้นจากลัทธิก่อการร้ายและการถูกครอบงำทางจิตวิญญาณของลัทธิหัวรุนแรงทางศาสนา ยกระดับศักยภาพโดยรวม มีจิตสำนึกทางกฎหมายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มใช้ภาษากลางของประเทศได้ มีทักษะเฉพาะตัวที่เป็นประโยชน์ มีศักยภาพในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ผู้สำเร็จหลักสูตรส่วนใหญ่จะมีเส้นทางอาชีพและมีรายได้มั่นคง ทำให้ระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

คำกล่าวหาที่ 18: สิ่งแวดล้อมภายในศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพซินเจียงมีความย่ำแย่ ขาดแคลนปัจจัยสำคัญทางการแพทย์ ผู้ร่วมอบรมถูกบังคับให้นับถือแนวคิดทางการเมือง มีการลงโทษอย่างทารุณ ผู้รับการอบรมถูกริดรอนสิทธิ์ในการใช้ภาษาและสิทธิ์อื่นๆ

ข้อเท็จจริง:

◆ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพยึดหลักพื้นฐานเรื่องการเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายโดยได้คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีส่วนบุคคลของผู้ร่วมอบรมอย่างเต็มที่ และห้ามมิให้มีการดูถูกเหยียดหยามผู้รับการอบรมไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม มีการปกป้องเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้รับการอบรมอย่างเต็มที่ โดยใช้ระบบกินนอนประจำอยู่ที่ศูนย์ และกำหนดวันที่ให้กลับไปเยี่ยมบ้านเป็นประจำ สามารถลากิจได้ และมีความอิสระในการสื่อสาร

◆ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพเคารพและคุ้มครองเสรีภาพในการนับถือศาสนาของผู้รับการอบรมอย่างเต็มที่ ผู้รับการอบรมที่นับถือศาสนา เมื่อกลับบ้านจะสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ถูกกฎหมายได้ตามความสมัครใจ

◆ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพเคารพและคุ้มครองความเคยชินด้านการใช้ชีวิตของผู้รับการอบรมทุกกลุ่มชาติพันธุ์ และให้บริการอาหารฮาลาลที่มีความหลากหลายและอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

◆ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพปกป้องสิทธิ์ในการใช้ภาษาของตนเอง เห็นได้จากกฎระเบียบข้อบังคับ ตารางหลักสูตร และเมนูอาหาร เป็นต้น ล้วนใช้ภาษากลางควบคู่กับภาษาชนกลุ่มน้อยในท้องถิ่นเสมอ

◆ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ภายในหอพักมีวิทยุ โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศหรือพัดลม มีศูนย์พยาบาลที่ให้บริการรักษาพยาบาลฟรี มีสนามบาสเกตบอล วอลเลย์บอล ปิงปอง และสถานที่สำหรับกิจกรรมกีฬาอื่นๆ มีห้องอ่านหนังสือ ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องฉายภาพยนตร์ และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ รวมถึงหอประชุมขนาดเล็ก มีเวทีกลางแจ้งและสถานที่จัดแสดงวัฒนธรรมอื่นๆ มีการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนทั้งการขับร้อง การเต้นรำ และงานกีฬาสำหรับชนกลุ่มน้อยอยู่บ่อยครั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายด้านการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และนันทนาการของผู้รับการอบรมอย่างเต็มที่

◆ศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพมีศูนย์ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อช่วยคลายข้อสงสัยและปัญหาด้านกฎหมายให้แก่ผู้รับการอบรม นอกจากนี้ยังมีศูนย์จิตวิทยาที่ให้บริการดูแลด้านสุขภาพจิต อีกทั้งผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนจะได้รับสวัสดิการตามระบบประกันสังคม เช่นการสงเคราะห์วัยชราและการรักษาพยาบาล เป็นต้น ตลอดจนได้ตรวจสุขภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

คำกล่าวหาที่ 19: ผู้ที่ถูกคุมขังในค่ายกักกันซินเจียงยังรวมไปถึงผู้ที่ได้สัญชาติของต่างประเทศอย่างถาวร เช่นสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เป็นต้น

ข้อเท็จจริง:

◆ไม่เคยมีบุคคลสัญชาติอื่นเข้ารับการอบรมในศูนย์ฝึกอบรมการศึกษาและอาชีพซินเจียง

คำกล่าวหาที่ 20: การปราบปรามการก่อการร้ายอย่างรุนแรงในซินเจียงเป็นเพียงการกล่าวอ้างแต่ แท้จริงแล้วต้องการปราบปรามชนกลุ่มน้อย

ข้อเท็จจริง:

◆ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซินเจียงได้รับความเดือดร้อนอย่างมากจากการก่อการร้ายและลัทธิหัวรุนแรง นับตั้งแต่ปี 2533 ถึงสิ้นปี 2559 กองกำลังแบ่งแยกทางชนชาติ กลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนา และกองกำลังผู้ก่อการร้ายได้วางแผนและดำเนินการก่อการร้ายในซินเจียงจำนวนนับพันคดี (เหตุการณ์) ทำให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจำนวนมาก ตำรวจหลายร้อยนายถูกสังหาร และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้ นำความหายนะมาสู่ผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในซินเจียง

◆การเผชิญหน้ากับสถานการณ์การก่อการร้ายที่มีความสลับซับซ้อนและเป็นความต้องการเร่งด่วนของประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ และเพื่อรับรองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซินเจียงจึงได้ตอบสนอง "ยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายสากลแห่งสหประชาชาติ" ด้วยการไม่มุ่งเป้าไปที่พื้นที่ กลุ่มชาติพันธุ์ หรือศาสนาใดโดยเฉพาะ ทำการปราบปรามกิจกรรมการก่อการร้ายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะ ทำลายความสามัคคีของชาติ และการแบ่งแยกดินแดน ฯลฯ อย่างรุนแรงภายใต้กฎหมาย ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา สามารถสังหารผู้ก่อการร้ายได้ 1,588 คน จับกุมได้อีก 12,995 คน ยึดระเบิดได้ 2,052 ลูก ขัดขวางเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไว้ได้มากที่สุด ทั้งสิทธิด้านการมีชีวิตอยู่ สิทธิด้านสุขภาพและสิทธิด้านการยกระดับคุณภาพชีวิต จนได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในซิน เจียง

◆จากการต่อต้านการก่อการร้าย การละลายพฤติกรรมสุดโต่ง ตลอดจนการศึกษาและฝึกอบรมทักษะอาชีพตามกฎหมาย ทำให้ซินเจียงปลอดการก่อการร้ายมานาน 3 ปีติดต่อกัน การแทรกซึมของลัทธิสุดโต่งถูกปราบปรามอย่างได้ผล สภาพความมั่นคงทางสังคมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระดับความสุข ความปลอดภัยและประโยชน์ที่ตกกับประชาชนก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

◆ในเดือนตุลาคม 2562 มีผู้แทนจาก 60 กว่าประเทศได้แถลงสนับสนุนนโยบายบริหารซินเจียงของจีนในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ในจำนวนนี้ มีกว่า 30 ประเทศเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นหลัก สำหรับประเทศจำนวนน้อยที่วิจารณ์นโยบายต่อซินเจียงของจีนนั้น ไม่มีประเทศใดเป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลักเลย

◆ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2561 มีผู้บริหารระดับสูงของสหประชาชาติ เอกอัครราชทูตประเทศต่างๆที่ประจำอยู่ในประเทศจีน ผู้แทนถาวรของประเทศที่เกี่ยวข้องที่ประจำอยู่ในนครเจนีวา สื่อมวลชน และกลุ่มองค์กรทางศาสนาต่างๆ รวม 70 กว่าคณะจาก 90 กว่าประเทศ รวมกว่า 1,000 คนได้เดินทางไปเยือนซินเจียง พวกเขาต่างก็กล่าวว่ามาตรการต่อต้านการก่อการร้ายและการขจัดความรุนแรงของซินเจียงนั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายและปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน สมควรได้รับการยกย่องและนำไปเป็นแบบอย่าง

คำกล่าวหาที่ 21: ฝ่ายจีนอ้างการปราบปรามการก่อการร้ายเพื่อจำกัดสิทธิของชาวอุยกูร์ในซินเจียง เช่นการสื่อสารและการเดินทาง เป็นต้น

ข้อเท็จจริง:

◆ซินเจียงไม่เคยจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์รวมถึงชาวอุยกูร์ ในซินเจียงไม่ว่าบุคคลใดหรือกลุ่มชาติพันธุ์ใดสามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้อย่างอิสระ เว้นแต่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศเนื่องจากทำผิดกฎหมายหรือมีคดีความ ปัจจุบัน มีชาวซินเจียงอยู่ในต่างประเทศหลายแสนคน

◆ซินเจียงไม่เคยจำกัดสิทธิการติดต่อสื่อสารของผู้คนทุกกลุ่มชาติพันธุ์รวมถึงชาวอุยกูร์กับญาติมิตรของพวกเขาที่อยู่ในต่างประเทศ พวกเขาไม่เพียงสามารถโทรทางไกลไปหาญาติในต่างประเทศได้ ยังสามารถใช้ WeChat, QQ และซอฟต์แวร์การสื่อสารอื่นๆ เพื่อโทรหากันหรือวิดีโอคอลหากันได้ อีกทั้งสามารถเจรจาธุรกิจกับต่างประเทศผ่านวิธีการสื่อสารที่หลากหลายเพื่อดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจได้

คำกล่าวหาที่ 22: ซินเจียงเฝ้าระวังติดตามชนกลุ่มน้อยในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก

ข้อเท็จจริง:

◆การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และ Big Data เพื่อประโยชน์ในการยกระดับการกำกับดูแลสังคมเป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศใช้กัน ตั้งแต่ปี 2553 สหราชอาณาจักรได้ติดกล้องวงจรปิดกว่า 4.2 ล้านตัว เป็นอันดับหนึ่งของโลก ปัจจุบันสหราชอาณาจักรมีกล้องวงจรปิดประมาณ 6 ล้านตัว เฉลี่ยประชาชนทุกๆ 10 คนจะมีกล้องวงจรปิด 1 ตัว ในสหรัฐอเมริกา สนามบินหลัก 20 แห่งทั่วประเทศใช้ระบบตรวจจับใบหน้าของผู้เดินทาง ระบบตรวจสอบเมืองของตำรวจนิวยอร์กมีอุปกรณ์ตรวจสอบสำหรับคนเดินเท้าและยานพาหนะอย่างครอบคลุมทั่วทุกมุม และมีการติดตามข้อมูลโทรศัพท์มือถือส่วนบุคคล เมื่อเทียบกับสองประเทศข้างต้นแล้ว มาตรการของซินเจียงยังล้าหลังเยอะมาก

◆ซินเจียงมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่สาธารณะทั้งเขตเมืองและชนบท ถนนสายหลัก สถานีขนส่งและสถานที่สาธารณะอื่นๆ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลสังคม เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและต่อต้านการก่ออาชญากรรม มาตรการเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนรู้สึกถึงความปลอดภัยและให้การสนับสนุนอย่างมาก เห็นได้ชัดว่ามาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มชาติพันธุ์ใดโดยเฉพาะ อีกทั้งอุปกรณ์เหล่านี้ก็ไม่สามารถแยกแยะหรือระบุกลุ่มชาติพันธุ์ได้ แต่จะช่วยสกัดคนเลวและปกป้องคนดี

คำกล่าวหาที่ 23: มีการบังคับใช้แรงงานชนกลุ่มน้อยจำนวนมากในซินเจียง

ข้อเท็จจริง:

◆ "grayzone" ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวของสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยว่าประเด็นเรื่อง "การบังคับใช้แรงงานที่ซินเจียง" แท้จริงแล้วเป็นกิจกรรมการโฆษณาชวนเชื่อที่วางแผนอย่างรอบคอบโดยกองกำลังต่อต้านจีนในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย

◆คำกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นโดยสถาบันวิจัยนโยบายเชิงกลยุทธ์ของออสเตรเลีย ซึ่ง สถาบันวิจัยแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐและกลุ่มผู้ค้าอาวุธมาเป็นเวลานาน จึงได้สร้างข่าวลวงใส่ร้ายประเทศจีนเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงนั้น พวกเขาได้สร้างข่าวปลอมที่ไม่มีมูลความจริงอย่างต่อเนื่อง สร้างความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนและเต็มไปด้วยอคติครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งร่วมมือกับกองกำลังต่อต้านจีนในสหรัฐอเมริกาเพื่อใส่ร้ายป้ายสีความพยายามในการต่อต้านการก่อการร้ายในซินเจียง ท่านทูตเจฟ ราบี้ (Geoff Raby) อดีตเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศจีนได้นิยามองค์กรนี้ว่าเป็น "หัวหน้านักออกแบบของทฤษฎีภัยคุกคามจากจีนในออสเตรเลีย" นายจอห์น เมนาโด (John Menadue) อดีตซีอีโอของแควนตัสแอร์ไลน์เห็นว่าหน่วยงานนี้ "ขาดความน่าซื่อสัตย์ และขายหน้าออสเตรเลียอย่างยิ่ง"

◆แรงงานชาวซินเจียงเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศจีน พวกเขามีสิทธิ์ตามกฎหมายทุกประการ เช่นสิทธิ์ในการทำงาน สิทธิ์ในการทำสัญญาจ้างงาน สิทธิ์ได้รับค่าแรง สิทธิ์ในการพักผ่อนและลาพัก สิทธิ์ในความปลอดภัยและการคุ้มครองด้านสุขภาพ และสิทธิ์ในการได้รับสวัสดิการประกันสังคม เป็นต้น พวกเขามีอิสระในการเลือกอาชีพ และไม่เคยถูกจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล

◆การพัฒนาอุตสาหกรรมและเมืองของสี่เขตบริหารทางตอนใต้ของซินเจียงค่อนข้างล้าหลัง ทำให้ตำแหน่งงานมีค่อนข้างน้อย รัฐบาลของเขตปกครองตนเองซินเจียงจึงได้ใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อสร้างตำแหน่งงาน เช่นมาตรการทำงานใกล้บ้าน มาตรการทำงานข้ามเขตภายในมณฑล และการทำงานในมณฑลหรือเมืองพี่เลี้ยงของเขตต่างๆ ของซินเจียง เป็นต้น เพื่อรักษาสิทธิการมีงานทำของพวกเขาให้มากที่สุด ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา มีแรงงานจากครอบครัวยากจนทางภาคใต้ของซินเจียงได้ไปทำงานต่างถิ่นจำนวน 151,000 คน โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อปีมากกว่า 45,000 หยวน ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนได้ทั้งหมด

◆ประเทศจีนได้ปรับปรุงระบบกฎหมายให้สมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งกลไกการประชุมร่วมกันของสภาแห่งรัฐ เพื่อปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา เช่นการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน เป็นต้น อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศจีนปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างจริงจังและได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ 26 ฉบับ โดยดำเนินการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนกับทุกฝ่ายอย่างแข็งขันเพื่อร่วมกันต่อสู้กับการกระทำผิดทางอาญา เช่นการบังคับใช้แรงงาน เป็นต้น

คำกล่าวหาที่ 24: มีการรื้อถอนมัสยิดจำนวนมากในพื้นที่ซินเจียง

ข้อเท็จจริง:

◆ศาสนาอิสลามได้รับการสืบทอดและพัฒนาอย่างดีในซินเจียง จำนวนมัสยิดในซินเจียงเพิ่มขึ้นจาก 2,000 แห่งในช่วงแรกของการปฏิรูปและเปิดประเทศมาเป็น 24,400 กว่าแห่งในปัจจุบัน ชาวมุสลิมทุกๆ 530 คนจะมีมัสยิดหนึ่งแห่ง ซึ่งอัตราส่วนนี้สูงกว่ามัสยิดในสหรัฐอเมริกาถึง 10 เท่า

◆ซินเจียงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องและบำรุงรักษามัสยิด มัสยิดจำนวนหนึ่งคับแคบ ชำรุดทรุดโทรม หรือผังการก่อสร้างไม่ถูกหลักหรือไม่สะดวกสำหรับกิจกรรมทางศาสนาจะได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งอาจเป็นการก่อสร้างใหม่ การย้ายสถานที่ก่อสร้าง หรือการขยายพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของคนในพื้นที่ มาตรการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญทางศาสนาและผู้นับถือทั่วไป

คำกล่าวหาที่ 25: มีการทำลายหลุมศพของชนกลุ่มน้อยในบางพื้นที่ของซินเจียง

ข้อเท็จจริง:

◆หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของซินเจียงมีข้อกำหนดอยู่ว่าในพื้นที่ที่ชนกลุ่มน้อยมีวิธีการปลงศพด้วยการฝังนั้น รัฐบาลจะไม่ส่งเสริมให้ใช้วิธีการเผา แต่จะใช้มาตรการพิเศษ เช่นการจัดสรรที่ดินเฉพาะและการจัดตั้งสุสานรวม สำหรับประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ของชาติพันธุ์ เช่นงานแต่ง งานศพ การตั้งชื่อบุตร เป็นต้น รัฐบาลมิได้มีข้อจำกัดใดๆ

คำกล่าวหาที่ 26: การจัดกิจกรรมเชื่อมความสามัคคีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในซินเจียงที่ชื่อว่า "ครอบครัวเดียวกัน" แท้จริงแล้วต้องการติดตามสอดส่องชนกลุ่มน้อย

ข้อเท็จจริง:

◆ตั้งแต่ปี 2559 ซินเจียงได้ดำเนินกิจกรรมเชื่อมความสามัคคีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์เรียกว่า "ครอบครัวเดียวกัน" และกิจกรรมผูกมิตรระหว่างชาติพันธุ์ในหมู่ผู้นำและประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีผู้นำชุมชนกว่า 1.1 ล้านคนและประชาชนทั่วไปจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อีก 1.6 ล้านคนเข้าร่วม โดยได้มาร่วมชุมนุมกัน รู้จักกัน และแม้แต่นับญาติกัน ทุกคนได้รู้จัก แลกเปลี่ยนและผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้เกียรติระหว่างกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผู้นำชุมชนและพนักงานจำนวนมากได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้าให้พวกเขามีช่องทางทำมาหากินและสร้างความมั่งคั่ง ช่วยพวกเขาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่นการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ตำแหน่งงานและการศึกษา เป็นต้น โดยได้ทำประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมไว้มากมาย จนได้รับคำชื่นชมจากประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์

คำกล่าวหาที่ 27: รัฐบาลซินเจียงบังคับให้เด็กชาวอุยกูร์เข้าโรงเรียนประจำ เพื่อให้พวกเขาต้องพลัดพรากจากพ่อแม่

ข้อเท็จจริง:

◆ระบบโรงเรียนประจำเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่รัฐบาลจีนนำมาใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลและลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง การเรียนของนักเรียนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในซินเจียงยึดหลักการเข้าโรงเรียนใกล้บ้าน คือนักเรียนที่บ้านอยู่ใกล้กับโรงเรียนสามารถไปกลับได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด สำหรับนักเรียนที่บ้านอยู่ไกลจากโรงเรียน ทางโรงเรียนได้ให้บริการที่พักและอาหารฟรี ซึ่งนักเรียนและผู้ปกครองสามารถเลือกได้ว่าจะไป-กลับหรืออยู่ประจำ

คำกล่าวหาที่ 28: รัฐบาลจีนบังคับให้ชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ทำหมัน ทำแท้ง และมีการวางแผนครอบครัว

ข้อเท็จจริง:

◆รัฐบาลจีนปกป้องสิทธิตามกฎหมายประชาชนทุกเชื้อชาติอย่างเสมอภาครวมถึงชนกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย สำหรับนโยบายด้านประชากรของจีนนั้น ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ชนกลุ่มน้อยรวมถึงชาวอุยกูร์ด้วย จำนวนประชาชนของชาติพันธุ์อุยกูร์ได้เพิ่มจาก 5.55 ล้านคนในปี 2521 มาเป็น 11.68 ล้านคนในปี 2561 คิดเป็นประมาณ 46.8% ของประชากรทั้งหมดในซินเจียง

◆เมื่อมองย้อนกลับไปที่สหรัฐอเมริกา ชนกลุ่มน้อยในสหรัฐอเมริกาถูกกลั่นแกล้งและกีดกันมาโดยตลอด อีกทั้งถูกเลือกปฏิบัติอย่างกว้างขวาง อย่างยาวนานและอย่างเป็นระบบทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสังคม กล่าวถึงเฉพาะชาวอินเดียนแดง รัฐบาลสหรัฐได้ใช้มาตรการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การกักตัว และการกลืนชาติ ในเกือบ 100 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ได้ขับไล่และสังหารชาวอินเดียนแดงผ่านขบวนการที่เรียกว่า "westward movement" ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประชากรของชาวอินเดียนแดงในสหรัฐอเมริกาได้ลดลงจาก 5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2035 เหลือเพียง 250,000 คนในปัจจุบันซึ่งเท่ากับ 2% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา หลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ผู้ติดเชื้อชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันมีมากถึง 5 เท่าของชาวอเมริกันผิวขาว มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าคนผิวขาวมาก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกา การตายของจอร์จ ฟลอยด์เมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งส่งผลให้เกิดการประท้วงในวงกว้างสะท้อนให้เห็นว่าการเหยียดผิวในสหรัฐอเมริกาได้ทำให้ประชาชนกลุ่มน้อยในสหรัฐอเมริกาอยู่ในสถานะที่ "ไม่สามารถหายใจได้" ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

คำกล่าวหาที่ 29: รัฐบาลจีนปราบปรามมุสลิมอย่างโหดร้าย เป็นพฤติกรรมการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ไม่ได้เห็นมาก่อนนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ข้อเท็จจริง:

◆เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์เป็นหนึ่งในห้าเขตปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งในประเทศจีน ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในประเทศจีนกว่า 25 ล้านคนอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ในจำนวนนี้ประชากรส่วนใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์ 10 กลุ่มนับถือศาสนาอิสลาม รวมทั้งชาวอุยกูร์และชาวหุย เป็นต้น จำนวนประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 60%

◆ประเทศจีนใช้ระบบการปกครองตนเองในพื้นที่ชาติพันธุ์ ยึดมั่นในความเสมอภาคระหว่างชาติพันธุ์ต่างๆ ให้ทุกชาติพันธุ์สามารถพัฒนาไปด้วยกันได้ คุ้มครองระบบนิติธรรมของการปกครองในพื้นที่ และปกป้องสิทธิของประชาชนตามกฎหมาย ตำแหน่งประธานคณะกรรมสภาประชาชนแห่งเขตปกครองตนเองซินเจียง ประธานของเขตปกครองตนเอง และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาทางการเมืองของเขตปกครองตนเองทุกสมัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนเป็นชนกลุ่มน้อยทั้งสิ้น ผู้แทนของซินเจียงที่เข้าไปนั่งในสภาประชาชนแห่งชาติครั้งที่ 13 มีชนกลุ่มน้อยถึง 64.2% และสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติครั้งที่ 13 ก็มีชนกลุ่มน้อยถึง 46.7%

◆ซินเจียงใช้โยบายให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกชาติพันธุ์ในซินเจียงจะมีเสรีภาพตามกฎหมายในการนับถือศาสนา และให้แน่ใจว่าประชาชนผู้นับถือศาสนาจะมีสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมเท่าเทียมกับประชาชนที่ไม่ได้นับถือศาสนา

◆เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นายจอร์จ ฟลอยด์ พลเมืองรัฐมินนิโซตาเชื้อสายแอฟริกันถูกตำรวจผิวขาวใช้กำลังควบคุมตัวจนหมดลมหายใจ ส่งผลให้เกิดการชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่าชาวอเมริกันรู้สึกไม่พอใจและโกรธแค้นอย่างมากต่อการกดขี่ทางเชื้อชาติที่มีมายาวนาน ทำให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติจัดการอภิปรายถกเถียงเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะลงมติประนามเรื่องนี้อย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนเชื้อสายแอฟริกัน

คำกล่าวหาที่ 30 รัฐบาลจีนใช้เชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อ "กำจัด" มุสลิม

ข้อเท็จจริง:

◆จากความพยายามร่วมกันของประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในซินเจียง การระบาดของโควิด-19 ที่ซินเจียงได้รับการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ณ วันที่ 29 มิถุนายนมีผู้ป่วยติดไวรัสโควิดที่ยืนยันแล้วมีจำนวน 76 ราย รักษาหายและออกจากโรงพยาบาลแล้ว 73 ราย เสียชีวิต 3 ราย ในขณะนี้ไม่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดมากกว่า 130 วัน ซินเจียงได้ฟื้นฟูการผลิตและการใช้ชีวิตตามปกติ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้เข้าสู่วิถีปกติแล้ว

◆ในวันที่ 9 ธันวาคม 2019 Checkletti zakker ประธานรัฐบาลเขตปกครองตนเองซินเจียงประกาศว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนสำเร็จการศึกษา ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจำนวนมากในศูนย์การศึกษา

คำกล่าวหาที่ 31 สื่อและโซเชียลต่างประเทศมี "ประกาศหาบุคคล" และมีชาวอุยกูร์ที่อยู่อาศัยในต่างประเทศกล่าวว่า "ญาติ" หรือ "เพื่อน" ในซินเจียงไม่สามารถติดต่อได้หรือสูญหาย

ข้อเท็จจริง:

◆ซินเจียงไม่เคยจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของคนทุกกลุ่มชาติพันธุ์รวมถึงชาวอุยกูร์และไม่จำกัดการติดต่อสื่อสารระหว่างพวกเขากับญาติในต่างประเทศ

◆หลังจากการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุคคลที่ถูกเตอร์กิสถานตะวันออกอ้างว่า "ไม่สามารถติดต่อได้" บางคนใช้ชีวิตปกติในสังคมและบางส่วนถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีมูลความเป็นจริงแต่อย่างใด

บรรษัทกระจายเสียงแห่งประเทศออสเตรเลีย ( Australian Broadcasting Corporation) เคยมีรายงานว่าพลเมืองจีนที่ชื่อว่า Izhmati wumar ซึ่งอาศัยอยู่ในออสเตรเลียขาดการติดต่อกับพ่อ แม่เลี้ยง พี่ชายสามคนน้องสาวสองคน และหลานชาย หลานสาวมากกว่า 20 คนในซินเจียง หลังจากการตรวจสอบพบว่าญาติทั้งหมดในประเทศจีนใช้ชีวิตอยู่ตามปกติและมีเสรีภาพในสิทธิส่วนบุคคลอย่างเต็มที่

ในระหว่างการประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 การประชุม "World Uighur Congress" ได้จัดแสดงภาพถ่ายชุดหนึ่งที่เรียกว่า "ชาวอุยกูร์ที่ถูกรัฐบาลจีนข่มเหง" ในจัตุรัสเก้าอี้ขาหัก (Broken Chair Square) หน้าวังประชาชาติ ( Palais des Nations)ในเจนีวา หลังจากการตรวจสอบแล้วพบว่าภาพถ่ายเป็นข้อมูลที่มีความเป็นจริง แต่เป็นรูปภาพและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้นำและประชาชนชาวอุยกูร์ คนที่อาศัยอยู่ในสังคมตามปกติถูกองค์กรแบ่งแยกดินแดนขโมยไปแอบอ้างและสร้างข่าวลือ

คำกล่าวหาที่32 "จีนใช้มาตรการปฏิเสธในการออกหนังสือเดินทางใหม่เป็นอาวุธเพื่อบังคับให้ชาวอุยกูร์ในต่างประเทศกลับสู่ประเทศของตนเพื่อยอมรับการกักขังหรือติดคุกอยู่นอกกฎหมาย"

ข้อเท็จจริง:

◆จีนเป็นประเทศที่ปกครองโดยกฎหมายและเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชนและสิทธิในการเข้าและออกนอกประเทศได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย สถานทูตหรือสถานกงสุลจีนในต่างประเทศคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของชาวจีน จีนโพ้นทะเลรวมถึงชนกลุ่มน้อยในซินเจียงตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ เช่นกฎหมายว่าด้วยการบริหารการเข้าออกประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และกฎหมายว่าด้วยหนังสือเดินทางของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตราบใดที่เป็นพลเมืองจีนและยอมรับว่าเป็นพลเมืองจีนและไม่ได้ละเมิดกฎหมาย ข้อบังคับของจีน พลเมืองทุกคนสามารถยื่นขอมีหนังสือเดินทางใหม่หรือเปลี่ยนหนังสือเดินทางใหม่กับสถานทูตหรือสถานกงสุลจีน

◆ซินเจียงยึดมั่นในข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นบรรทัดฐานในการบริหารการเข้าออกประเทศตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ปราบปรามอาชญากรรมก่อการร้ายและกิจกรรมสุดโต่งทางศาสนาอย่างเด็ดขาด ชาวซินเจียงของจีนที่ยื่นขอมีหนังสือเดินทางใหม่หรือเปลี่ยนหนังสือเดินทางใหม่กับสถานทูตและสถานกงสุลจีนในต่างประเทศส่วนใหญ่ได้รับการพิจารณาและอนุมัติตามที่ขอและมีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ได้รับอนุมัติเนื่องจากไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมายจีนกำหนดหรือเข้าข่ายข้อสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

คำกล่าวหาที่ 33 รายงานผลงานศึกษา "รายชื่อโม่ยู่: การวิเคราะห์ขบวนการกักกันของจีนในซินเจียง"

ข้อเท็จจริง:

◆รายงานวิจัยที่กล่าวอ้างว่านี้จัดทำโดย เจิ้ง กั๋วเอิน ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการของ "คณะผู้วิจัยของศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมซินเจียง" ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยสำนักข่าวกรองของสหรัฐฯ รายชื่อนั้นเป็นรายชื่อที่สร้างขึ้นมาปราศจากความจริง เพียงแต่อาศัย "รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมที่ญาติของคนจากอำเภอโม่ยู่เดินทางออกนอกประเทศ" ที่สมรู้ร่วมคิดกับเตอร์กิสถานตะวันออกสร้างขึ้นมา

◆คนที่มีรายชื่ออยู่ในรายการ 311 รายส่วนใหญ่เป็นคนอาศัยในเขตโป๋ซือถันในอำเภอโม่ยู่ พวกเขาทำงานและใช้ชีวิตในสังคมตามปกติและไม่เคยเข้าร่วมการศึกษาและฝึกอบรมทักษะอาชีพ มีบุคคลเพียงไม่กี่คนที่มีความคิดสุดโต่งทางศาสนาหรือมีความผิดลหุโทษทางอาญาได้รับการศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพตามกฎหมาย ในจำนวน 311คนนี้ มีเพียง 19 คนเท่านั้นที่มีญาติในต่างประเทศ แต่คน 19 คนนี้ไม่เคยเข้าร่วมการศึกษาและฝึกอบรมทักษะวิชาชีพ

คำกล่วหาที่ 34 ญาติของ Rebiya จำนวน 30 คนถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการพิจารณาคดี

ข้อเท็จจริง:

◆ ไม่มีคนใดในครอบครัวของ Rebiya ได้รับผลกระทบจาก Rebiya พวกเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างอิสระใน ซินเจียง และเรียกร้องให้ Rebiya หยุดสร้างและปล่อยข่าวลือ หยุดก่อกวนชีวิตสงบสุขของพวกเขาด้วย

คำกล่าวหาที่ 35 ครอบครัวที่ถูกเรียกว่า "ผู้คนที่กระตือรือร้น" เช่น Phoeheti Gioberti, Arapatti Elkenและ Zaomure · dawuti ถูกก่อกวน ถูกกักขังหรือควบคุมตัวโดยพลการ"

ข้อเท็จจริง:

◆Phoeheti Gioberti และ Arapatti Elken เป็นสมาชิกขององค์การประชุมอุยกูร์โลก ( World Uyghur Congress) ซึ่งเป็นองค์กรแบ่งแยกดินแดนผู้ก่อการร้ายที่มีชื่อเสียงเน่าเฟะ พวกเขาทำมาหากินโดยการสร้างเรื่องโกหก และแบ่งแยกประเทศ ญาติของคนเหล่านี้ทำงานและใช้ชีวิตในซินเจียงอย่างปกติและรู้สึกละอับอายกับการมีคนแบบนี้ในครอบครัว

◆แม่ของ Phoeheti Gioberti ใช้ชีวิตปกติในบ้านของเขาในซินเจียงและมีการติดต่อกับ Phoeheti Gioberti อยู่บ่อยครั้ง

◆พ่อของ Elken ถูกตัดสินตามกฎหมายเนื่องจากการไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมการก่อการร้าย แม่ของเขาน้องชายและน้องสาวของเขาทำงานได้ตามปกติและไม่เคยถูกควบคุมตัว ไม่เพียงเท่านั้น แม่ของ Arapatti Elken เตือนเขาหลายครั้งว่า "พ่อของลูกทำหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นอันตรายต่อสังคมและถูกลงโทษตามกฎหมาย พ่อของลูกเสียใจมาก ดังนั้น ลูกไม่ต้องโกหกอีกต่อไปและถอนตัวจากองค์การประชุมอุยกูร์โลกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะได้"

◆ สำหรับคำกล่าวหาว่า " พ่อของ dawuti ซึ่งมีอายุมากแล้วนั้นถูกควบคุมตัวและสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ซินเจียงหลายครั้งและเสียชีวิตไม่นานมานี้โดยไม่รู้สาเหตุของการเสียชีวิต" ข้อเท็จจริงคือพ่อของ Dawuti อาศัยอยู่กับลูก ๆ ของเขาที่บ้าน ไม่เคยถูกสอบสวนหรือถูกควบคุมตัว เนื่องจากมีโรคหัวใจรุนแรงหลายปี เสียชีวิตในโรงพยาบาลในเดือนตุลาคม 2562 โดยอายุ 80 ปี ในช่วงที่เขารักษาตัวในโรงพยาบาล พี่ชายของ Dawuti และญาติคนอื่น ๆ ดูแลเขาอยู่ตลอด

คำกล่าวหาที่ 36 9 วันหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์การศึกษาและอบรม Mutalifu nurmaiti เสียชีวิตลง Nurmaiati toheti นักเขียนชาวอุยกูร์ที่มีชื่อเสียงเสียชีวิตในค่ายกักกัน ก่อนที่ Saylahuri หนีออกนอกประเทศ เขาเห็นคนถูกทรมานในค่ายกักขัง Ayti นักดนตรีและกวีชาวอุยกูร์ถูกตัดสินให้ติดคุกแปดปีและเสียชีวิตในปีที่สองที่อยู่ระหว่างรับโทษ

ข้อเท็จจริง:

◆ Mutalifu nurmaiti ไม่เคยศึกษาในศูนย์การศึกษาและฝึกอบรม ในเดือนธันวาคม 2561 เขาดื่มสุราจนเกิดโรคพิษสุราและลามไปที่สมอง ระบบทางเดินหายใจล้มเหลวและเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบนในที่สุดก็เสียชีวิต

◆ Nurmaiati toheti ไม่เคยเรียนที่ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรม เขามีโรคหลอดเลือดหัวใจมานานกว่า 20ปี เขาได้รับการรักษาในโรงพยาบาลและพักฟื้นที่บ้านเป็นเวลานาน เขาประสบภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายกะทันหันที่บ้านในตอนเย็นของวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 และถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่ไม่สามารถกู้ชีพและเสียชีวิตในที่สุด

◆ Saylahuri sawutiba เป็นผู้ต้องสงสัยฉ้อโกง เพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษทางกฎหมาย เขาจึงหนีออกจากประเทศไปยังคาซัคสถานอย่างผิดกฎหมาย ในระหว่างที่เขาอยู่ในประเทศจีนเขาไม่เคยอยู่ในศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมทักษะอาชีพใด ๆ และไม่เคยถูกควบคุมตัวก่อนออกนอกประเทศอย่างผิดกฎหมาย ดังนั้น Saylahuri กล่าวหาว่าเขาเห็นคนถูกทรมานนั้นเป็นเรื่องโกหก

◆ Abdu riyimu Ayti เป็นผู้ต้องสงสัยก่ออาชญากรรมด้านความมั่นคงของชาติและถูกจับกุม ขณะนี้มีสุขภาพที่ดี ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 Ayti เคยกล่าวในวิดีโอสาธารณะว่า "ฉันกระทำผิดกฎหมายของประเทศและถูกสอบสวนอยู่ในขณะนี้ ฉันมีสุขภาพที่ดีและไม่เคยถูกทารุณกรรม"

คำกล่าวหาที่ 37 การ์ตูน "สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน – คำให้การของผู้หญิงชาวอุยกูร์" เล่าถึงประสบการณ์ของผู้หญิงอุยกูร์ซินเจียง Mizkoli tursun ที่หนีออกจากศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโดยอ้างว่าได้เห็นการตายของผู้หญิง 9 คนในช่วงเวลาที่ถูกกักขัง น้องชายของเขาถูกทารุณกรรมและเสียชีวิตในศูนย์การศึกษาและฝึกอบรม

ข้อเท็จจริง:

◆ Mizkoli tursun ชาวอุยกูร์ เดิมเป็นคนอำเภอเฉี่ยโม่ แคว้นปาโจว ซินเจียง เขาถูกควบคุมตัวโดยกรมตำรวจอำเภอเฉี่ยโม่ในซินเจียงเป็นเวลา 20วันในเดือนเมษายน 2560 เนื่องจากเป็นผู้ต้องสังสัยในการยั่วยุต่อความเกลียดชังทางชาติพันธุ์และการเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์ และในปี 2561 เขายกเลิกสัญชาติจีนโดยสมัครใจและออกจากประเทศจีนไปโดยถือหนังสือเดินทางอียิปต์ ระหว่างที่เขาอาศัยอยู่ในประเทศจีน เขาไม่เคยเข้าคุกและไม่เคยเข้ารับการอบรมในศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมทักษะวิชาชีพใด ๆ

◆น้องชายของเขาชื่อ Eckbair tursun เปิดเผยว่า " Mizkoli พี่สาวของฉันพูดจาไร้สาระ ไม่เพียงแต่บอกว่าฉันตายแล้ว แถมยังสร้างข่าวลือว่ามีคนอื่นตายไปด้วย"

Suggest To A Friend:   
Print