Home > ข่าวสารสถานทูต
การลืมประวัติศาสตร์เสมือนกับการทรยศต่ออดีต
2014/01/13

เมื่อหลายปีก่อน มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งชื่อ สะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือ สะพานเดือดเลือดเชลยศึก เคยได้รับรางวัลออสการ์ถึง 5 รางวัล และเป็นภาพยนตร์คลาสสิคที่บรรยายเหตุการณ์สงคราม จากภาพยนตร์เรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้รู้จัก ทางรถไฟสายมรณะ ที่ว่านั้นซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยและพม่า หลังจากเดินทางมาปฎิบัติหน้าที่ที่ประเทศไทยไม่นาน ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมที่ สะพานข้ามแม่น้ำแคว ในจังหวัด กาญจนบุรี และสุสานทหารพันธมิตรที่อยู่รอบข้าง ภายใต้แสงตะวันยามสายัณห์ แม่น้ำแควไหลรินอย่างสงบเงียบและแลดูมีความสันติสุขยิ่ง แต่สุสานทหารที่ตั้งตระหง่านและลูกระเบิดเก่าที่ตั้งอยู่เรียงราย ตรงบริเวณหัวสะพานยังเป็นอนุสรณ์เตือนไม่ให้ผู้คนลืมความน่าเวทนาและความเจ็บปวดจากสงคราม บนสุสานได้บันทึกตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากการสร้างรถไฟสายนี้ ซึ่งในจำนวนนี้ มีเชลยศึกจากทหารพันธมิตร รวมกันถึงหนึ่งหมื่นสามพันคน มีแรงงานจากประเทศพม่า มาเลเซีย หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์ รวมกันถึงเก้าหมื่นคน ดูแล้วรู้สึกน่าสยดสยองและสะเทือนใจ แต่ในขณะที่พวกเรากำลังรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดตอนนี้ มีสถานที่แห่งหนึ่งกลับร้องเพลงสรรเสริญให้กับ รถไฟสายมรณะ นี้ ว่าเป็นโครงการมหัศจรรย์โลกที่นำพาผลประโยชน์อันใหญ่หลวงให้กับเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ยอมพูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรถไฟสายนี้แม้แต่คำเดียว

สถานที่แห่งนี้ก็คือศาลเจ้ายาสุกูนิของประเทศญี่ปุ่น ในศาลเจ้ายาสุกูนิ เรื่องรถไฟสายมรณะ และประวัติศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นรุกรานประเทศจีนและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกตกแต่งให้ตังเองดูดีและถูกบิดเบือนจากความเป็นจริงหมด เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ดื้อดันไปสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิซึ่งมีป้ายชื่อบูชาของญี่ปุ่น ประกอบด้วยอาชญากรสงครามระดับ A 14 คน ระดับ B และ C กว่า 1000 คน โดยไม่สนการคัดค้านอย่างรุนแรงของจีน เกาหลีใต้และประเทศที่เกี่ยวข้อง

ในฐานะที่เป็น นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น การที่นายชินโสะ อาเบะสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิซึ่งเป็นที่บูชาดวงวิญญาณของอาชญากรสงคราม ย่อมไม่ใช่เรื่องการเมืองภายในหรือศาสนาแต่อย่างใด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเชื่อส่วนตัวแม้แต่น้อย แต่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับจิตสำนึกและท่าทีของญี่ปุ่นที่มีต่อสงครามโลกครั้งที่สอง เกี่ยวข้องกับการที่ผู้นำญี่ปุ่นจะนำพาประเทศไปสู่แนวทางการพัฒนาที่สันติหรือไม่ เกี่ยวข้องกับพื้นฐานการเมืองระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและประชาคมโลกซึ่งถือเป็นเรื่องหลักการสำคัญ ลองคิดดูว่า ถ้านางแมร์เคิล นายกรัฐมนตรีของประเทศเยอรมนี สักการะ นายฮิตเลอร์ และ นายเกิบเบลส์ ซึ่งเป็นอาชญากรสงครามนาซี เป่าร้องว่าค่ายกักกันเอาชวิทซ์ซึ่งได้ชื่อเป็นโรงงานแห่งมรณะได้สร้างประโยชน์ให้กับการพัฒนาของยุโรป ไม่ทราบว่าสังคมโลกจะมีปฏิกิริยาอย่างไง

ความจริงแล้ว ที่พวกเราสังเกตได้คือ ในฐานะที่เป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่สองด้วยกัน ประเทศเยอรมนีแสดงความสำนึกผิดอย่างจริงจัง ตัดสายสัมพันธ์กับลัทธินาวีอย่างถึงที่สุด เรียกนาซีว่าเป็นความอัปยศของชนชาติ เยอรมนีจึงได้รับการให้อภัยจากประชาชนของประเทศที่เคยถูกย่ำยีและได้รับความเคารพจากสังคมโลก กลับมาดูประเทศญี่ปุ่น สถานการณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หลังจากนายชินโสะ อาเบะไปสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิ ได้ปฏิญาณว่าจะไม่ก่อสงครามอีก อ้างว่าเขาจะไม่ให้ญี่ปุ่นหวนกลับสู่เส้นทางสงครามอีกครั้ง แต่ว่า ในศาลเจ้ายาสุกูนินี้ ไม่มีที่ไหนที่ไม่สร้างภาพบิดเบือนความจริงให้กับสงครามบุกรุกของญี่ปุ่น สงครามโลกครั้งที่สองถูกพรรณาว่าเกิดขึ้นเพราะการท้าทายและการกดขี่ของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษและรวมประเทศจีนด้วย สงครามครั้งนี้จึงเป็นมหาสงครามศักดิ์สิทธิ์กู้บ้านกู้เมืองของญี่ปุ่น คำพิพากษาของศาลทหารระหว่างประเทศตะวันออกไกลถูกมองว่าเป็นการตัดสินเพียงฝ่ายเดียวโดยประเทศชนะสงครามต่อประเทศแพ้สงคราม อาชญากรสงครามระดับ A เป็นผู้พลีชีพที่ได้รับผลพวงจากภัยกดขี่ข่มแหงของประเทศชนะสงคราม พวกเราจึงอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า นี่เป็นท่าทีของประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์หรือ ในขณะที่นาย ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกำลังไปสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิ เขายังแถลงว่า ไม่ให้ญี่ปุ่นหวนคืนสู่หนทางก่อสงครามอีก คำพูดของเขามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

การลืมประวัติศาสตร์ก็เปรียบเสมือนกับการทรยศต่ออดีต ประวัติศาสตร์ไม่เพียงแต่บันทึกเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่ยังบ่งบอกและชี้ทางให้เห็นถึงอนาคต นับตั้งแต่วินาทีที่ นาย ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นไปสักการะศาลเจ้ายาสุกูนิ ได้ปรากฎให้โลกเห็นอย่างชัดเจนว่า เขากำลังปฏิเสธประวัติศาสตร์สงครามอย่างโจ่งแจ้ง ย่ำยีสัญชาตญาณแห่งความเป็นมนุษย์ ท้าทายผลชัยชนะสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ของโลก และกฏระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่วางบนพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ พฤติกรรมของ นาย ชินโสะ อาเบะกำลังผลักดันให้ญี่ปุ่นเข้าไปสู่หนทางอันตรายที่จะสร้างความเสียหายให้กับประชาชนทั่วโลกและญี่ปุ่น เป็นมหันตภัยที่กระทบต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก ประชาชนเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเคยถูกญี่ปุ่นรุกรานและทำร้าย ย่อมมีเหตุผลที่ต้องมีความเข้าใจดีและความระมัดระวังต่อพฤติกรรมของนาย ชินโสะ อาเบะ และย่อมมีเหตุผลที่จะตั้งข้อสงสัยว่า นาย ชินโสะ อาเบะ จะนำประเทศญี่ปุ่นไปสู่ทางไหน ผู้นำญี่ปุ่นที่หันหลังให้กับประวัติศาสตร์จะนำพาอะไรให้กับโลกนี้

สายน้ำในแม่น้ำแควยังไหลรินอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดสาย สะพานข้ามแม่น้ำแควที่ผ่านห้วงประวัติศาสตร์มามากมาย ยังตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม บ่งบอกถึงความขมขื่นและมหันตภัยที่เคยประสบมา การเวลาจะไหลผ่านไปเปรียบเสมือนแม่น้ำที่ไหลผ่าน แต่ประวัติศาสตร์จะเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และจะไม่มีใครสามารถบังคับให้เปลี่ยนได้อย่างเด็ดขาด

ลงหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์วันศุกร์ ที่ 10  เดือนมกราคม ปี พ.ศ.2557

Suggest To A Friend:   
Print